สรุปหนังสือ Nonviolent Communication: สื่อสารอย่างสันติ ให้ทุกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการ

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกเหมือนกันว่า บางทีไม่ต้องใช้กำลังหรอก แค่คำพูดที่เชือดเฉือนกันก็ทำร้ายได้มากพอแล้ว เผลอ ๆ จะมากกว่าอีก

ในฝั่งของคนพูดนั้น บางทีอาจจะพูดโดยไม่ทันคิด บางทีก็ใช้อารมณ์เกินไป ซึ่งคำพูดบางคำเราก็หลงลืมมันอย่างง่ายดาย ขณะที่บางครั้งก็มานึกเสียใจทีหลังว่าไม่น่าพูดออกไป

ต่างกันกับคนฟัง ที่หลาย ๆ ครั้งมักจะไม่สามารถสลัดคำพูดทิ่มแทงที่ได้ยิน มันยังคงรีเพลย์อยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งนึกถึงเท่าไรก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น ถึงได้มีคำแนะนำว่า อย่าไปคิดถึงมัน เพราะคนพูดพูดครั้งเดียวจบ แต่เราเอามาฟังวนซ้ำเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น

ยิ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกที่สุขสงบ ทุกคนเป็นมิตร พูดจาภาษาดอกไม้กัน หลาย ๆ ครั้งเราต้องเผชิญความขัดแย้ง ต้องพบเจอเรื่องไม่น่าอภิรมย์ ต้องประสบกับเรื่องที่ทำให้เรายึดอีโก้ตัวเองเป็นหลัก ส่งผลให้เราเผลอใช้ถ้อยคำแรง ๆ สู้กลับไป ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไร อย่างน้อยก็ทำให้อีกฝ่ายเกลียดขี้หน้าเราไปแล้ว

จะมีวิธีไหนมั้ยที่จะทำให้เราสามารถต่อกรกับสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้วาจาเป็นอาวุธ? หนังสือ Nonviolent Communication: A Language of Life ซึ่งเขียนโดยดร. Marshall B. Rosenberg ผู้เป็นทั้งนักจิตวิทยา นักสันติวิธี นักเขียน อาจารย์ และผู้อำนวยการศูนย์การสื่อสารเพื่อสันติ (Center for Nonviolent Communication) จะมาแชร์เคล็ดลับการสื่อสารอย่างสันติให้ได้รู้กัน

ป.ล. บางประโยคตัวอย่างที่แปลมาอาจจะฟังทะแม่ง ๆ หน่อยนะ อยากให้มันตรงกับต้นฉบับที่สุด แต่ก็พยายามบิดให้มันลื่นขึ้นบ้างละ 555

1. GIVING FROM THE HEART: สื่อสารด้วยใจ

Nonviolent Communication หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า NVC นั้นจริง ๆ ก็คือการพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเองหรือผู้อื่น เป็นการเชื่อมต่อถึงกันและกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หลาย ๆ ครั้งเรามักจะโต้ตอบกลับไปด้วยอารมณ์ โดยไม่คิดจะสนใจว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร มีปัญหาอะไร เจ็บปวดตรงไหน ต้องการอยากให้แก้ไขอะไร การที่เราไม่รับรู้ถึงจุดนั้น ทำให้ความขัดแย้งไม่จบซะที

หลัก ๆ แล้ว การสื่อสารแบบ NVC จะมีทั้งหมด 4 ขั้นตอนด้วยกัน

  1. การสังเกต (Observation): สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น เราทำอะไร อีกฝ่ายทำอะไร อธิบายมันออกมาโดยอย่าเพิ่งไปตัดสินว่าถูกหรือผิด
  2. ความรู้สึก (Feelings:): บอกมาว่าสิ่งที่สังเกตนั้น ทำให้เรารู้สึกยังไง? เสียใจ กลัว สบายใจ สนุก หงุดหงิด ฯลฯ
  3. ความต้องการ (Needs): บอกความต้องการที่ข้องเกี่ยวกับความรู้สึกนั้น ๆ
  4. คำขอ (Requests): สุดท้ายแล้ว บอกว่าเราต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร เพื่อให้เราบรรลุสิ่งที่ต้องการ

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าแม่เห็นลูกวางของเพ่นพ่าน แทนที่จะบ่นใส่ลูกแล้วทำตัวหัวฟัดหัวเหวี่ยงให้ลูกรู้สึกรำคาญ ก็อาจจะพูดแทนว่า “เวลาที่แม่เห็นถุงเท้าซุกอยู่ใต้โต๊ะกาแฟกับทีวี (1) แม่รู้สึกหงุดหงิด (2) เพราะแม่อยากให้พื้นที่ส่วนรวมของพวกเราเป็นระเบียบมากกว่านี้ (3) ลูกช่วยเอาถุงเท้าไปเก็บไว้ในห้องลูก หรือในเครื่องซักผ้าแทนจะได้ไหม? (4)”

คำพูดก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าการสื่อสารนั้นประกอบไปด้วยท่าทางและน้ำเสียงด้วย ถ้าคำพูดออกแบบมาดีแล้ว แต่กลับขึ้นเสียงให้อีกฝ่ายกลัวหรือรำคาญ หรือแสดงท่าทางที่ไม่น่าอภิรมย์ คำพูดนั้นก็จะเหมือนแค่บทท่อง ไม่สามารถจับใจอีกฝ่ายได้

เพราะอย่างนี้แหละ NVC จึงไม่ใช่สคริปต์พูดเฉย ๆ แต่เป็นการฝึกให้เราทำความเข้าใจอีกฝ่าย เห็นใจอีกฝ่าย เพื่อที่จะได้สื่อสารออกมาจากใจได้จริง ๆ

นอกจากสื่อสารเพื่อขอในสิ่งที่เราต้องการแล้ว เรายังสามารถสื่อสารเพื่อให้ได้รู้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการด้วยเช่นกัน

2. COMMUNICATION THAT BLOCKS COMPASSION: การสื่อสารที่ทำให้คนไม่เห็นอกเห็นใจกัน

หนึ่งในรูปแบบของการสื่อสารที่ส่งผลให้เรา ๆ หลุดออกห่างความเห็นอกเห็นใจตามธรรมชาติของมนุษย์ ก็คือการตัดสินทางจริยธรรม (Moralistic Judgement) นั่นก็คือการที่เราตัดสินว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรถูก อะไรผิด

ยกตัวอย่างประโยคก็เช่น “แกมันเห็นแก่ตัว” “ยัยคนนั้นขี้เกียจเนอะ” “คนพวกนั้นลำเอียง” “มันไม่เหมาะสมนะ”

สังเกตได้ว่ามันคือการตัดสินโดยตัวเราเองนี่แหละ เราแปะป้ายคนนู้นคนนี้ตามมาตรฐานของเรา ซึ่งการทำแบบนี้ มันทำให้เราต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่ง และไม่คิดที่จะเชื่อมต่อหรือทำความเข้าใจกับเขา ซึ่งเมื่อการตัดสินเหล่านี้รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ มันก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรง

อีกรูปแบบหนึ่งของการตัดสินก็คือการเปรียบเทียบ (Comparison) เอาง่าย ๆ เลย หากเราเปรียบเทียบรูปร่างตัวเองกับนายแบบนางแบบหุ่นดี ๆ เราก็จะรู้สึกแย่กับตัวเอง เผลอ ๆ จะไม่ชอบบุคคลที่เรานำตัวเองไปเปรียบเทียบด้วย

รูปแบบต่อมาของการสื่อสารที่ลดความเห็นอกเห็นใจกัน ก็คือการปัดความรับผิดชอบ (Denial of Resposibility) ด้วยการอ้างว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้น ตัวเองไม่มีทางเลือก อาจจะต้องทำเพราะ “มันเป็นหน้าที่” “เพราะเบื้องบนสั่งมา” “เพราะฉันเป็นคนแบบนี้” “ก็กฏมันเป็นแบบนี้”

จริง ๆ แล้วเราทุกคนมีทางเลือก เราเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้ และการที่บางทีเราฝืนเลือกอะไรบางอย่าง เราอาจจะมองว่าเราไม่มีทางเลือก แต่จริง ๆ เราได้ทำการเลือกแล้ว เพียงแต่เราต้องยอมรับเหตุผลให้ได้ เช่น ครูที่ไม่ชอบให้เกรดนักเรียน แต่ก็ต้องทำเพราะเป็นกฏ สุดท้ายก็ยอมรับว่า เธอเลือกที่จะให้เกรด เพราะเธอต้องการรักษาตำแหน่งงานตัวเองเอาไว้

สุดท้ายแล้ว การสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไปในรูปแบบของคำสั่ง (Demands) ก็เป็นอีกรูปแบบของการสื่อสารที่ตีตัวออกห่างจากความเห็นอกเห็นใจเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้เห็นได้มากในบริบทของครอบครัว ที่พ่อแม่จะสั่งลูกให้ทำนู่นทำนี่ ถ้าไม่ทำจะโดนลงโทษ หรือ เจ้านายที่สั่งให้ลูกน้องทำสิ่งที่ตนต้องการ การสื่อสารรูปแบบนี้ทำให้อีกฝ่ายกลัวและยอมทำตามก็จริง แต่มันไม่ได้เป็นการทำตามที่ทำเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย แต่ทำเพราะกลัวหรือเกรงใจ ซึ่งในระยะยาวหากยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ความเห็นอกเห็นใจต่อต่างฝ่ายก็จะลดลงเรื่อย ๆ

3. Observing Without Evaluating: สังเกตการณ์ แต่ไม่ต้องตัดสิน

ขั้นตอนแรกของ NVC คือการสังเกต ซึ่งการสังเกตนี้จะต้องไม่ปะปนกับการตัดสิน (Evaluation) เรียกอีกแบบคือ รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่ไม่ใส่ความคิดเห็นของตนเข้าไป เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ซึ่งพูดแบบนี้ดูเหมือนจะง่าย แต่จริง ๆ แล้วก็มีความ Tricky เหมือนกัน

เอาตัวอย่างง่าย ๆ ก่อน เช่น แทนที่จะบอกว่า “เขาเป็นคนรุนแรง” คำถามต่อมาคือรุนแรงยังไง? ใช้อะไรตัดสินว่ารุนแรง? ก็อาจจะต้องอธิบายแทนว่า “เขาตีน้องสาวตัวเองตอนที่น้องเปลี่ยนช่องโทรทัศน์”

ตัวอย่างต่อมา “พ่อฉันเป็นคนดี” คำถามคือดียังไง? ใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน? ก็อาจจะอธิบายไปว่า “25 ปีที่ผ่านมานี้ พ่อฉันแบ่งเงินเดือน 1/10 ไปบริจาค”

น่าจะเริ่มพอจับทางได้ ว่าการใช้ Adjective เช่นพวก ดี แย่ ร้าย ขี้เกียจ คือการที่เราตัดสินอีกฝ่ายโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานของเราเอง

แต่ส่วนที่อาจจะเข้าใจยากนิดนึงคือ การใช้คำที่บ่งบอกความถี่ เช่น บ่อย ๆ บางครั้ง ไม่ค่อย

ตัวอย่างเช่น “ลูกชายฉันไม่ค่อยแปรงฟันเลย” คำถามคือไม่ค่อยนี่คือไม่บ่อยขนาดไหน? ก็อาจจะต้องอธิบายเพิ่มว่า “สองครั้งแล้วนะในสัปดาห์นี้ที่ลูกชายฉันไม่แปรงฟันก่อนเข้านอน”

กรณีอื่น ๆ ที่อาจจะยากขึ้นมาอีก ก็เช่น การบอกว่าอีกฝ่าย “ผลัดวันประกันพรุ่ง“, เธอ “ไม่น่าทำงานส่งทัน”, ถ้าคุณไม่ออกกำลัง “ร่างกายคุณจะอ่อนแอนะ“, พวกเขา “ไม่ดูแลสถานที่ของตัวเองเลย”, เขาช่าง “ไม่มีเหตุผล”

ถ้าให้สรุปภาพรวม มันก็คือการใส่ความคิดเห็นของเราปะปนเข้าไปนั่นเอง การใช้ NVC ควรแยกทั้งคู่ออกมาอย่างชัดเจน แยกให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราเห็นจริง ๆ อะไรคือสิ่งที่เราปรุงแต่งเข้าไป

การที่เราเผลอพูดอะไรตัดสินอีกฝ่ายไป นอกจากอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกเข้าใจเราแล้ว ยังมีแนวโน้มจะตั้งกำแพง และปกป้องตัวเองที่โดนโจมตีด้วย

4. Identifying and Expressing Feelings: ปลดปล่อยความรู้สึกออกมา

ขั้นที่สองของ NVC คือการเผยว่าเรารู้สึกยังไง ซึ่งก็นั่นแหละ ฟังดูเหมือนง่ายแต่ก็ยาก เพราะบางทีสิ่งที่เราคิดว่าเป็นการแสดงความรู้สึก จริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น หรือการตัดสินต่างหาก

และการที่เราไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของเราออกมาเป็นคำได้ ก็ลดโอกาสที่อีกฝ่ายจะสามารถเข้าใจเรามากขึ้น เผลอ ๆ อาจจะยิ่งต่อต้านเราหนักกว่าเดิม หากเราเผลอแสดงความคิดเห็นที่ตัดสินอีกฝ่าย

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าห้องข้าง ๆ เปิดเสียงเพลงดังมาก และเราก็ไม่ชอบเลย เราอาจจะบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าการเปิดเพลงดัง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่สมควร”

จริง ๆ แล้วนี่เป็นการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ความรู้สึก ถ้าเป็นความรู้สึก มันอาจจะเป็นการบอกว่า “ฉันรู้สึกรำคาญ” “ฉันรู้สึกไม่สบายใจ”

อีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่าสามีไม่ค่อยคลุกคลีกับภรรยา ไม่ค่อยพูดจา ภรรยาอาจจะบอกว่า “ฉันรู้สึกเหมือนแต่งงานกับหิน” ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ความรู้สึกอีกนั่นแหละ เธอควรจะแสดงความรู้สึกออกมา เช่น “ฉันรู้สึกเหงา” “ฉันรู้สึกท้อแท้” เป็นต้น

คือเพราะพูดออกมาในแง่มุมของความรู้สึกเนี่ย เรามักจะจินตนาการออกเลยว่าความรู้สึกต่าง ๆ มันเป็นยังไง เพราะมันเป็นสิ่งที่ Universal เป็นอะไรที่ทุกคนน่าจะเคยสัมผัสกัน เช่น ความรู้สึกเหงา เศร้า เสียใจ ผิดหวัง ฯลฯ ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อีกฝ่ายเข้าใจเรามากขึ้น

ในที่ทำงาน หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่าไม่อยากแสดงความรู้สึกมากนัก เพราะกลัวว่าจะเป็นการเผยความอ่อนไหว ไม่เป็นมือโปรฯ แต่จริง ๆ แล้วยิ่งแสดงความรู้สึกเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ ได้มากเท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะช่วยให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการด้วย

นอกจากนี้ การแค่อธิบายความรู้สึกกว้าง ๆ ว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” นั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก จริงอยู่ว่ามันเป็นความรู้สึก แต่จะยิ่งดีกว่านี้ถ้าสามารถลงรายละเอียดได้ เช่น ที่รู้สึกดีนี่ ก็อาจจะเป็นความรู้สึกดีใจ ตื่นเต้น กระปรี้กระเปร่า สนุกสนาน ในขณะที่ถ้ารู้สึกไม่ดีก็อาจจะเป็นความรู้สึกหดหู่ เศร้าใจ เจ็บปวด เหงา เป็นต้น

5. Taking Responsibility for Our Feelings: รับผิดชอบความรู้สึกของตัวเอง

ขั้นตอนที่สามของ NVC คือการค้นพบต้นตอของความรู้สึกเราให้พบ หรือนั่นก็คือการระบุว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ?

จริง ๆ แล้ว การที่คนอื่นพูดอะไรหรือทำอะไร เป็นเพียง “สิ่งกระตุ้น” เท่านั้น ไม่ใช่ต้นตอของความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเรา เพราะจริง ๆ แล้วความรู้สึกมันขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกรับสารที่คนอื่นส่งมาอย่างไร หรือในขณะนั้นเรากำลังคาดหวังอะไร

ยกตัวอย่างเป็นคำพูดจาร้าย ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกแย่ละกัน เพราะน่าจะจินตนาการง่ายกว่า เราสามารถเลือกรับสารได้ 4 วิธี

  1. รับคำด่ามาตรง ๆ แล้วโทษตัวเอง วิธีนี้จะทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก
  2. โยนความผิดให้อีกฝ่าย เป็นการบอกว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว แต่แกนั่นแหละที่เป็นหนักยิ่งกว่าฉัน
  3. โฟกัสที่ความรู้สึกของตัวเอง อธิบายว่าคำด่านั้นทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดเพราะอะไร นี่เป็นการรู้ทันตัวเองว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นเพราะความต้องการแบบไหนของเรา
  4. โฟกัสที่ความรู้สึกของคนอื่น ถามว่าที่อีกฝ่ายด่าเราเนี่ย เพราะโกรธที่เราไม่ให้ความสนใจใช่มั้ย ฯลฯ วิธีนี้เป็นการเจาะใจอีกฝ่ายเลย ถ้าทำได้ดี ก็จะรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร และเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร

ลองดูตัวอย่างของการระบุต้นตออารมณ์ 2 ประโยคนี้

“คุณทำให้ฉันผิดหวังที่ไม่มางานเย็นนี้”
“ฉันผิดหวังตอนที่คุณไม่ได้มางาน เพราะฉันอยากคุยเรื่องบางอย่างที่ยังค้างคาใจฉันอยู่”

ประโยคแรกนั้นเป็นการโยนความรับผิดชอบให้อีกฝ่าย ที่ฉันรู้สึกแบบนี้อะเพราะแกนะ ซึ่งเมื่ออีกฝ่ายได้ยินก็คงรู้สึกผิด รู้สึกแย่ ไม่ก็โกรธ นำไปสู่การต่อต้าน ในขณะที่ประโยคสองนั้น เป็นการรับผิดชอบความรู้สึกของตัวเองด้วยการบอกว่าต้นตอของความรู้สึก ก็คือความต้องการอยากคุยของตัวเอง

การที่เราสามารถรับมือกับทั้งอารมณ์ของตัวเองและอีกฝ่ายได้แบบเต็มใจนั้น คือสภาวะที่เรียกว่า Emotional Liberation หรือการมีอิสรภาพด้านอารมณ์ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น เรามักจะเจออุปสรรคขวางทางก่อน นั่นก็คือ…

  1. Emotional Slavery (การตกเป็นทาสของอารมณ์): สภาวะนี้เราจะคิดว่าเราต้องรับผิดชอบความรู้สึกของทุกคน อยากให้ทุกคนแฮปปี้กับเรา ไม่อยากให้ใครผิดหวังกับเรา เราจึงมีแนวโน้มที่จะแบกความต้องการของทุก ๆ คนไว้ โดยลืมใส่ใจความต้องการของตัวเอง อาจนำไปสู่ความรู้สึกทุกข์ใจ เหนื่อยใจได้
  2. Obnoxious Stage (สภาวะอันไม่น่าพึงใจ): สภาวะนี้เราเริ่มเทความรู้สึกของคนอื่นละ ใครจะรู้สึกยังไง ช่างแม่ง ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย สภาวะนี้อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่รุนแรง หรือคำพูดที่ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายได้
  3. Emotional Liberation (อิสรภาพทางอารมณ์): สภาวะนี้คือการเข้าใจความรู้สึกของตัวเองและอีกฝ่าย รู้ว่าความรู้สึกนั้นเกิดจากความต้องการอะไร เราสามารถเชื่อมต่อกับอีกฝ่ายได้ และยอมทำในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการด้วยความรู้สึกเดียวคือเราเห็นใจเขา เรามองว่าถ้าเราทำนั้น จะช่วยให้ทั้งชีวิตเค้าและเราดีขึ้น ไม่ใช่ทำเพราะเรากลัวหรือรู้สึกผิดต่อเค้า

6. Requesting That Which Would Enrich Life: คำขอที่จะช่วยเติมเต็มชีวิตเรา

ขั้นที่สี่ของ NVC คือการขอในสิ่งที่เราต้องการ ซึ่งการขอนี้ก็มีรูปแบบของมันนะ ทำยังไงถึงจะไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ามันเป็นคำสั่ง? ทำยังไงถึงจะไม่กดดันคนอื่น?

อย่างแรกคือ คำขอควรระบุชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องการ แทนที่จะเป็น อะไรคือสิ่งที่เราไม่ต้องการ ตรงนี้หลายครั้งที่เรามักจะเผลอใช้แทนกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันมาก สังเกตดูว่าระหว่าง “อย่าไปเที่ยวให้มันดึกดื่นนักจะได้ไหม” กับ “ฉันอยากให้คุณอยู่กับฉันตอนเย็นอย่างน้อยก็สัก 1 ครั้งต่ออาทิตย์” แบบไหนน่าทำตามกว่ากัน?

คำขออะไรก็ตามที่ถูกฟอร์มในรูปแบบของคำด้านลบ เช่น “ห้าม” “อย่า” “ไม่” คือคำขอที่บ่งบอกว่าคุณไม่ต้องการอะไร ซึ่งคำขอพวกนี้มีแนวโน้มว่าจะทำให้อีกฝ่ายเกิดการต่อต้าน เพราะมันฟังดูเหมือนเข้ามายุ่มย่ามในชีวิต แทนที่จะใช้คำด้านลบ ก็ลองใช้คำที่บอกไปตรง ๆ เลยว่าเราอยากให้อีกฝ่ายทำอะไร

นอกจากนี้แล้ว ยังต้องระบุคำขอไปอย่างละเอียดด้วย ไม่ใช่บอกแค่กว้าง ๆ เพราะเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะตีความผิดไป หรือไม่เข้าใจชัดเจนว่าต้องทำอะไรกันแน่ เช่น ระหว่าง “ฉันอยากให้คุณมอบอิสระแก่ฉัน” กับ “ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็ตาม ฉันอยากให้คุณยิ้มให้ฉัน และบอกว่าทำได้เต็มที่เลยไม่ต้องกังวล” อย่างหลังก็จะมีความชัดเจนกว่า

บางทีคำขอยังมาในรูปแบบของประโยคเปรย ๆ หรือคำบ่น เช่น “รถไฟนี้ช้าจังวุ้ย” ฟังเผิน ๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายต้องการให้เราตอบรับว่าอะไร ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ผู้พูดก็ควรจะบอกให้ชัดเจนว่ารู้สึกอะไร ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่ออีกฝ่ายได้ยินแบบนี้ อาจจะหงุดหงิดตามแล้วบ่นว่า “แล้วจะให้ฉันทำไง จะให้ลงไปเข็นมั้ย” ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย นี่ละคือปัญหาของการไม่ระบุว่าความรู้สึกและความต้องการในประโยคบอกเล่า

นอกเหนือจากนั้น เวลาเราพูดอะไรออกไป บางทีก็เป็นการดีที่จะขอให้อีกฝ่ายช่วยสะท้อนกลับมาหน่อยว่าเขาเข้าใจถูกมั้ย ว่าเราพูดอะไรออกไปบ้าง แต่อันนี้ก็ต้องระวัง ไม่ให้มันดูเหมือนประโยคที่จะไปตัดสินอีกฝ่าย เพราะการขอให้สะท้อนคำพูดนี่ไม่ใช่อะไรที่คนเรามักจะทำกัน มีความเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาว่า “อะไร คิดว่าฉันหูหนวกเหรอ ฉันเข้าใจแล้วน่า” ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็ใช้ประโยคแสดงความเห็นใจเข้าช่วย เช่น “เธอรำคาญเพราะเธอต้องการให้คนเชื่อมั่นว่าเธอเข้าใจดีใช่มั้ย” หรืออีกกรณีนึงคืออีกฝ่ายอาจจะเข้าใจผิดว่าคำขอของเราเป็นคำสั่ง ในแง่นี้ก็อย่าไปใช้คำพูดตัดสินหรือป้องกันตัวเอง เช่น “เธอเข้าใจผิด” “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะบอก” แต่ใช้ประโยคแสดงความประนีประนอมเข้าช่วย เช่น “ขอบคุณนะที่บอกตรง ๆ ฉันถึงได้เห็นว่าสิ่งที่ฉันบอกคงไม่ชัดเจน งั้นขอโอกาสพูดอีกทีนะ”

กฏข้อสำคัญของการขออีกอย่างคือ อย่าทำให้มันเป็นคำสั่ง... สองอย่างนี้ต่างกันยังไง? สิ่งที่ต่างกันคือการตอบรับของเราหลังได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่สามารถทำตามสิ่งที่เราขอได้ หากเราเข้าใจและแสดงความเห็นใจ สิ่งที่เราขอก่อนหน้านี้คือคำขอ นั่นคือ เราขอให้เขาทำ หากเขาสะดวกใจที่จะทำจริง ๆ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่เป็นไร ในทางตรงกันข้าม หากเราโมโหและตัดสินอีกฝ่ายว่าเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ คำขอของเราจะกลายเป็นคำสั่ง ที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกกดดัน รู้สึกผิด หรืออาจจะรู้สึกต่อต้านเราไปเลย

7. Receiving Empathically: รับรู้อีกฝ่ายด้วยความเห็นอกเห็นใจ

ที่ผ่านมาหนังสือได้เล่าถึงกระบวนการการถ่ายทอดสารฝั่งเรา แต่คราวนี้เราจะใช้ NVC ในการรับรู้สารของอีกฝ่ายบ้าง ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญมาก ๆ คือการมีความเห็นอกเห็นใจกัน (Empathy)

ความเห็นอกเห็นใจนั้นไม่ใช่อะไรที่บังคับตัวเองให้ทำได้ง่าย ๆ และไม่ใช่ว่ามีสูตรตายตัว แต่มันต้องเกิดขึ้นอย่างใจจริง ณ ขณะนั้น ๆ ที่เรากำลังพูดคุยกับอีกฝ่าย การที่ Empathy จะเกิดขึ้นได้นั้น เราจะต้องรับรู้ตัวตนของอีกฝ่ายจริง ๆ โดยไม่มีคำตัดสินหรือมี Bias อะไรที่จะมาขวางกั้น ลองคิดดูว่าสมมติเราตัดสินคนตรงหน้าไปแล้วว่าเป็น “คนนิสัยไม่ดี” ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร เราก็คงไม่เห็นใจจริงไหม?

การแสดงความเห็นใจนั้นแตกต่างกับการให้ความมั่นใจ หรือการให้คำปรึกษา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเรามักจะเอาไปปน ๆ กัน และคิดว่า 2 อย่างหลังนั้นมีประโยชน์กับผู้ฟัง แต่หลายครั้งเวลาที่คนเรารู้สึกกังวลใจ เสียใจ หรือโกรธ พวกเขาไม่ได้อยากได้อะไรไปมากกว่าความเข้าใจ หรือความเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกของเขาหรอก

ฉะนั้น ประโยคพวกนี้ที่เราเคยคิดว่ามันจะช่วยอีกฝ่าย แท้จริงอาจจะไม่ได้ช่วยเท่าไร

“ไม่เป็นไร เธอทำดีที่สุดแล้ว
“ทำไมเธอไม่ทำแบบนี้ล่ะ”
“น่าสงสารจัง”
“เป็นกำลังใจให้นะ อย่ารู้สึกเศร้าไป”
“เหมือนฉันตอนนั้นเลย ตอนนั้นฉันก็…”

ประโยคเหล่านี้ดูเผิน ๆ เหมือนจะช่วยให้อีกฝ่ายดีขึ้นได้ ซึ่งในความเป็นจริงก็คงดีขึ้นได้นิดนึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอีกฝ่ายก็จะยังไม่รู้สึกถึงความเข้าใจ แย่ไปกว่านั้นคือเขาอาจจะคิดว่าเราแค่พูดส่ง ๆ ไม่ได้สนใจความรู้สึกจริง ๆ ของเขาก็ได้

แล้วอย่างนี้เราต้องตอบอย่างไรล่ะ? กุญแจสำคัญคือ “ความรู้สึกและความต้องการ” เราจะต้องสามารถระบุความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่ายให้ได้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ควรเดา จะถูกหรือไม่ถูกก็ให้อีกฝ่ายบอกอีกที

ตัวอย่างเช่น ถ้าอีกฝ่ายพูดว่า “เธอไม่เคยฟังฉันเลย” แทนที่จะตอบกลับว่า “ไม่จริง ฉันฟังนะ” ซึ่งเป็นประโยคที่ยิ่งคอนเฟิร์มว่าเราไม่ฟังเขา เราอาจจะตอบไปว่า “เธอไม่พอใจเพราะเธออยากรู้สึกเชื่อมถึงกันมากกว่านี้ตอนที่เราคุยกันใช่มั้ย”

หรืออีกตัวอย่างนึง ถ้าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกเศร้า แทนที่เราจะถามตรง ๆ ว่า “เป็นอะไรเหรอ โอเคมั้ย” เราอาจจะถามเจาะไปเลยว่า “เธอเสียใจที่ไม่สามารถทำคะแนนสอบได้ตามที่ตัวเองต้องการใช่มั้ย” หรือ “ดูเหมือนว่าเธอกำลังกังวลว่าเขาอาจจะมาไม่ตามนัดใช่มั้ย”

การสะท้อนคำพูดอีกฝ่ายด้วยการเรียบเรียงคำใหม่ (Paraphase) ก็ช่วยได้เหมือนกัน เพราะนอกจากจะเป็นการยืนยันว่าเราได้ยินสิ่งที่เขาพูดจริง ๆ แล้ว อีกฝ่ายยังมีโอกาสได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองพูดด้วย และถ้าสมมติเราเข้าใจพลาดไป อีกฝ่ายก็จะได้แก้ไขให้ได้ แต่ตรงนี้ก็ต้องระวังไม่ให้โทนน้ำเสียงของเราฟังดูเหมือนตัดสินหรือประชดอีกฝ่าย ต้องเป็นน้ำเสียงที่บ่งบอกให้รู้สึกว่าเราต้องการเข้าใจเขาจริง ๆ

การแสดงความเห็นอกเห็นใจนั้น สามารถทำต่อเนื่องได้เรื่อย ๆ ในการสนทนาครั้งหนึ่ง ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นคือเราอาจจะรีบเร่งให้บทสนทนาถึงจุดจบเร็วเกินไป นั่นก็คือถึงจุดที่เราอยากขออะไรสักอย่าง หรือเราอยากรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการขออะไร ถ้ามันจบเร็วไป อีกฝ่ายอาจจะรู้สึกว่าเราไม่อยากคุยกับเขา ทางที่ดีคือใช้คำถามและประโยคแสดงความเห็นใจไปเรื่อย ๆ จนกว่าอีกฝ่ายจะหมดเรื่องพูดไปเอง เมื่ออีกฝ่ายปลดปล่อยหมดแล้ว เราจะสังเกตได้จากภาษากายว่าอีกฝ่ายอาจจะผ่อนคลายมากขึ้น ถึงเวลานั้นเราค่อยถามเพิ่มเติมว่า “มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้ฟังอีกมั้ย”

ถึงอย่างนั้น การแสดงความเห็นใจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะเวลาที่ตัวเราเองขาดความเห็นอกเห็นใจให้ตัวเอง เช่น เราอาจจะเจ็บปวดจากการเพิ่งโดนด่ามา หรือเราอาจจะผิดหวังกับการกระทำอะไรสักอย่างของเรา พอเราไม่เห็นใจตัวเอง เราก็ไม่มีแรงจะไปเห็นใจคนอื่น

หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทางแก้ก็คือ

  1. หยุดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วมอบความเห็นใจให้ตัวเองก่อน
  2. ตะโกนแสดงความเจ็บปวดของเราออกมา แต่อย่าไปโทษคนอื่นนะ แค่ระบายความรู้สึกของตัวเองออกมา เพราะเมื่อความรู้สึกถูกปลดปล่อย ก็ง่ายขึ้นที่คนอื่น ๆ จะรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเรา
  3. หนีไปอยู่เงียบ ๆ คนเดียว อย่าเพิ่งยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ใด ๆ

เพราะเบื้องหลังคำพูดทิ่มแทง ด่าทอ หรือน้อยอกน้อยใจ ก็คือความต้องการที่ไม่ได้รับการเติมเต็มของมนุษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ถ้าเรามองเห็นสิ่งนี้ เราก็จะไม่รู้สึกว่าคำพูดนั้นเป็นหอกทำร้ายเรา

8. The Power of Empathy: พลังของการเห็นใจ

บทนี้จะเล่าถึงเคสต่าง ๆ ที่การแสดงความเห็นใจช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้รับความเชื่อใจมากขึ้นจากนักเรียน การเข้าใจตัวตนของอันธพาล การคลายโทสะของอีกฝ่าย การเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตราย การรับมือกับคำปฏิเสธ การขัดบทสทนาที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของใคร การเชื่อมต่อกับอีกฝ่ายที่เงียบไม่พูดอะไร ฯลฯ

ทริคสำคัญ ๆ ที่ได้จากบทนี้คือ

  • หลายครั้งเรามักจะแสดงความเห็นใจให้คนที่อยู่ฐานะเทียบเท่าหรือต่ำกว่า เช่น เพื่อนหรือลูกน้อง ในขณะที่ถ้าเป็นคนฐานะสูงกว่า เช่น เจ้านาย พ่อแม่ เรามักจะเผลอต่อต้านหรือหวาดกลัว เพราะมันยากที่จะแสดงความเห็นใจต่อใครที่มีอำนาจมากกว่าเรา ต้องอย่าลืมว่าคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าเราก็เป็นคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน
  • อย่าตอบอีกฝ่ายที่กำลังโกรธด้วยคำว่า “แต่” เพราะมันคือการต่อต้านอีกฝ่าย ทั้งยังเป็นการไม่รับฟังความรู้สึกอีกฝ่าย
  • การแสดงความเห็นใจต่อสมาชิกครอบครัวตัวเองนั้น ยากกว่าการแสดงความเห็นใจต่อคนนอกครอบครัว
  • งานสำรวจพบว่าคนส่วนใหญ่ถ้ารู้ว่าตัวเองพูดมากเกินไป มากกว่าความหมายที่ตัวเองต้องการจะสื่อ ก็อยากให้อีกฝ่ายช่วยหยุดเขา เพราะไม่มีใครอยากพูดอะไรเวิ่นเว้อเรื่อยเปื่อย แต่ส่วนใหญ่ทำไปเพราะไม่รู้ตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องขัดบทสนทนาแบบใช้ความเห็นใจเข้าช่วยด้วย ไม่ใช่ขัดแบบห้วน ๆ
  • การสะท้อนกลับความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่าย ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองได้รับความเข้าใจ แล้วก็จะเปิดเผยมากขึ้น

9. Connecting Compassionately with Ourselves: เชื่อมต่อกับตัวเองอย่างมีเมตตา

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของ NVC คือนอกจากเราจะมีความเห็นอกเห็นใจกับคนอื่นแล้ว เราเองก็ต้องเห็นอกเห็นใจและมีเมตตากับตัวเองเช่นกัน

อย่างในสถานการณ์ที่เราเผลอทำอะไรผิด ทำให้ตัวเองไม่พอใจ ปกติเราอาจจะเผลอด่าตัวเองว่า “โธ่ ไม่น่าเลย ทำไมโง่แบบนี้” “ทำไปได้ไงเนี่ย” ซึ่งมันยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่ยิ่งไปอีก

ทางเลือกที่ดีกว่าก็คือ เราควรตั้งสติ และทบทวนว่าเรามีความต้องการอะไรที่ไม่ได้รับการตอบสนอง เราถึงตีอกชกหัวกับตัวเองแบบนี้? เมื่อเราสามารถระบุความต้องการนั้นได้แล้ว เราก็จะได้ค่อย ๆ หาวิธีในการบรรลุความต้องการนั้น และเรียนรู้ที่จะไม่ทำพลาดซ้ำสอง แทนที่จะมัวแต่ซ้ำเติมตัวเอง

ตัวอย่างเช่น สมมติเราอยู่ในงานเลี้ยง ต้องรับแขกที่อยากมาเจอเรา แต่แล้วเราก็มีธุระต้องรีบกะทันหัน เรารีบมากจนเผลอทำอะไรหกใส่ชุด แน่นอนว่าสิ่งแรกที่หลายคนรู้สึกคงเป็นอารมณ์โกรธตัวเองว่าไม่น่าเซ่อซ่าเลย แต่ถ้าเรารู้ตัวเร็ว เราก็จะจับอารมณ์ได้ทัน และระบุความต้องการได้ว่า “อ๋อ ความต้องการของเราคือการที่เราดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ นี่เพราะเราไปโฟกัสกับคนอื่นมากไปเราเลยไม่ทันได้ดูแลตัวเอง”

การที่เราบอกกับตัวเอง หรือบอกกับคนอื่นว่า “ต้องทำอย่างนั้นสิ” “ควรจะทำอย่างนี้” คำพวกนี้ถือเป็นคำที่อันตรายมาก เพราะมันทำให้เกิดความรู้สึกผิดและอับอาย แน่นอนว่าหากเราทำอะไรแค่เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดหรืออับอาย พฤติกรรมนั้นจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลย อีกทั้งคนอื่นอาจจะยังมองออกอีกด้วยว่าเราไม่ได้ทำด้วยความเต็มใจ

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่เกิดมาเพื่อเป็นอิสระ ดังนั้นเราจะไม่ชอบคำว่า “จง” “ต้อง” “ควร” เพราะมันบ่งบอกถึงคำสั่งที่เราต้องทำตาม ทำให้เราไม่มีทางเลือกอื่น ซึ่งถ้าเราทำตาม เราก็จะไม่มีความสุข เพราะมันไม่ได้มาจากความต้องการลึก ๆ ของเราจริง ๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ในชีวิตจริงของเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เรามองว่าเป็นสิ่งที่ “ต้องทำ” และ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ซึ่ง NVC อยากให้เราเปลี่ยนมุมมอง ลองเปลี่ยนจากคำว่า “ต้องทำ” เป็น “เลือกที่จะทำ” แล้วต่อด้วย “เพราะอะไร

ตัวอย่างเช่น “ฉันต้องทำงาน” ก็เปลี่ยนเป็น “ฉันเลือกที่จะทำงาน เพราะฉันต้องการเงินเพื่อดำรงชีวิต”

หรือ “ฉันต้องทำอาหาร” ก็เปลี่ยนเป็น “ฉันเลือกที่จะทำอาหาร เพราะฉันต้องการให้ตัวเองและครอบครัวไม่อดตาย”

พอใช้มุมมองแบบนี้ เราก็จะรู้ละว่าสิ่งที่เราใช้เวลาทุ่มเทไปแบบไม่ได้มีความสุขมากมายนั้น เราทำเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่าง ซึ่งเมื่อรู้จุดนี้ เราอาจจะยอมรับความจริง หรืออาจจะลองหาทางอื่น ๆ ที่ช่วยตอบสนองความต้องการได้เช่นกัน แล้วทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

ความต้องการที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่คือ

  1. เงิน: น่าจะเป็นเหตุผลหลัก ๆ ของใครหลาย ๆ คน แต่จริง ๆ ก็ต้องเจาะไปอีกว่า ต้องการเงินไปเพื่ออะไร
  2. การยอมรับ: เราอยากถูกมองว่าเป็นคนดี
  3. หลีกหนีโทษ: เช่น ต้องจ่ายภาษี
  4. หลีกหนีความอับอาย: ไม่อยากให้ใครมาตัดสินว่าเราโง่หรือผิด
  5. หลีกหนีความรู้สึกผิด: กลัวคนอื่นผิดหวังในตัวเรา
  6. เพื่อตอบสนองต่อหน้าที่ของตัวเอง: แค่เพียงเพราะทำตามหน้าที่ ทำให้ตัดขาดจากความรู้สึกของตัวเองเลย

10. Expressing Anger Fully: แสดงความโกรธออกมาให้ชัด

หนึ่งในช่วงเวลาที่ยากและท้าทายที่สุดของการใช้ NVC คือเวลาที่เราโกรธใครมาก ๆ จนอยากจะอาละวาดหรือทำร้ายอีกฝ่าย แต่จากที่เราเรียนรู้กันมานั้น ก็น่าจะทำให้เชื่อได้แล้วว่าการระบายความโกรธด้วยพฤติกรรมรุนแรง ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น และเผลอ ๆ จะแย่ลง

ในขณะที่วิธีการระบายความโกรธแบบดั้งเดิมนั้น มีแต่จะทำให้อีกฝ่ายยิ่งรู้สึกแย่ และไม่อยากทำในสิ่งที่เราต้องการ การระบายความโกรธด้วย NVC จะต่างกันออกไป โดยหัวใจหลักคือการแยกให้ออกระหว่าง “ตัวกระตุ้น” และ “ต้นเหตุ” ของความโกรธ

เราโกรธเพราะ “อีกฝ่ายตะโกนใส่เรา” เราโกรธเพราะ “อีกฝ่ายมาสาย”

สังเกตว่ารูปแบบประโยคนี้ เราโยนโทษให้คนอื่นหมดเลย ว่าเป็นตัวต้นเหตุทำให้เราโกรธ

แต่ความจริงแล้ว ไม่เคยมีใครทำให้เราโกรธได้หรอก แต่ที่เราโกรธเป็นเพราะเรากำลังไม่ได้รับในสิ่งที่เราต้องการต่างหาก

หากเราโกรธเพราะ “อีกฝ่ายตะโกนใส่เรา” ลึก ๆ คือเรารู้สึกหงุดหงิดเพราะเราต้องการความเคารพจากอีกฝ่าย หรือถ้าหากเราโกรธเพราะ “อีกฝ่ายมาสาย” นั่นเป็นเพราะเราอาจจะรู้สึกเสียใจ เพราะต้องการใช้เวลากับอีกฝ่ายให้มากกว่านี้ เป็นต้น

เมื่อเราระบุสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราได้แล้ว ทีนี้เราก็สามารถบอกให้อีกฝ่ายรู้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่าเราต้องการอะไร เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่าเราไม่ได้โทษเขา ไม่ได้ว่าเขา เขาก็จะรับฟังเรามากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะทำตามคำขอ

อีกตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ว่าพฤติกรรมคนอื่นไม่ได้เป็นต้นเหตุให้เราโกรธ ก็คือสมมติว่าอีกฝ่ายมาสายจริง แต่ถ้า ณ ตอนนั้นเรากำลังรู้สึกสงบและต้องการการอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นอีกนิด เราก็จะรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่อีกฝ่ายมาสาย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าพฤติกรรมของคนอื่นเป็นแค่ตัวกระตุ้นเท่านั้น แต่เราจะรู้สึกอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการ ณ ขณะนั้นของเรา

ยิ่งเราไปตราหน้าอีกฝ่ายว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนโกหก เป็นคนไม่รับผิดชอบ อีกฝ่ายก็จะยิ่งต่อต้านและไม่รับฟังเรา ก็แหม ใครจะอยากพูดความจริง ในเมื่อพูดยังไงก็ถูกตัดสินว่าเป็นคนโกหกอยู่ดีล่ะ?

4 ขั้นตอนการแสดงความโกรธแบบ NVC

  1. เมื่อเร่ิมรู้สึกโกรธ ให้หยุดแล้วหายใจเข้าลึก ๆ
  2. ระบุออกมาว่าเราตราหน้าอีกฝ่ายไว้อย่างไร เช่น เป็นคนไม่รับผิดชอบ เป็นคนผิดสัญญา
  3. เชื่อมต่อกับความรู้สึกและความต้องการของเรา ทำไมเราถึงตราหน้าเขาอย่างนั้น? มีความต้องการอะไรที่เรายังไม่ได้รับการเติมเต็ม?
  4. บอกออกไปว่าเรารู้สึกยังไง และความต้องการอะไรของเราที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม

ในระหว่างขั้นตอน 3 กับ 4 เราอาจจะสามารถแทรกการแสดงความเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายเข้าไปได้ นั่นก็คือการโฟกัสไปที่ความรู้สึกเบื้องหลังพฤติกรรมของอีกฝ่ายแทนที่จะบอกกล่าวความรู้สึกของตัวเองก่อน เพราะบางทีมันก็เป็นการยากที่อีกฝ่ายจะเข้าใจความรู้สึกของเราก่อน มันอาจจะง่ายกว่าหากเราทำความเข้าใจเขาก่อน และเมื่อเขาได้รับความเข้าใจ เขาก็จะเข้าใจเราตอบ

ตัวอย่างเช่น เราได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงเพื่อนเราแบบเสีย ๆ หาย ๆ แวบแรกเราคงจะโกรธมาก แต่เราตั้งสติได้ทัน เราหยุดแล้วหายใจเข้าลึก ๆ ในใจเราเผลอมองอีกฝ่ายว่าเป็นคนนิสัยไม่ดี ชอบพูดจาให้ร้ายลับหลังคนอื่น ความรู้สึกของเราคือโกรธ หงุดหงิด เสียใจที่เพื่อนถูกเข้าใจผิด เราต้องการให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเพื่อนเราไม่ใช่คนแย่ เราพยายามเห็นอกเห็นใจอีกฝ่าย อาจจะถามไปว่า “เธอหงุดหงิดรึเปล่า? ดูเหมือนเธอเคยเจอประสบการณ์ไม่ดีกับ (เพื่อนของเรา)”

ด้วยคำพูดนี้ อีกฝ่ายมีแนวโน้มที่จะระบายออกมาว่าเขาคิดและรู้สึกยังไง เคยพบเจอเหตุการณ์อะไรมา ณ จุดนี้เราต้องรับฟังและคอยสะท้อนอารมณ์อีกฝ่ายกลับไป อย่าตั้งป้อมปกป้องเพื่อนและต่อต้านการกล่าวหาของอีกฝ่าย ให้ใช้ NVC ขุดไปเรื่อย ๆ ว่าอะไรฝังใจอีกฝ่าย บางทีอีกฝ่ายอาจจะรู้สึกไม่พอใจที่เคยโดนประพฤติไม่ดีใส่ หรือกลัวที่เคยโดนทำร้าย ฯลฯ ซึ่งเราจะสามารถเข้าใจอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้นเมื่อเขาระบายอารมณ์ออกมา และสามารถบอกได้ว่าความต้องการของเขาคืออะไร

11. Conflict Resolution and Mediation: รับมือกับความขัดแย้งและการไกล่เกลี่ย

ณ ขณะที่เราต้องเผชิญกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นตัวเรากับผู้อื่น หรือเราเป็นตัวกลางระหว่างคนอื่นที่กำลังขัดแย้งกัน สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้ NVC รับมือก็คือการเชื่อมต่อด้านความรู้สึกและความต้องการของกันและกันให้ได้ ต้องรู้ว่าต่างฝ่ายรู้สึกยังไง และกำลังต้องการอะไร

ซึ่งวิธีของ NVC แตกต่างจากไกล่เกลี่ยโดยทั่วไปตรงที่การไกล่เกลี่ยทั่วไปนั้นจะโฟกัสที่ปัญหาหรือประเด็นความขัดแย้ง ในขณะที่ NVC จะโฟกัสที่ความรู้สึกและความต้องการของแต่ละฝ่ายเป็นหลัก นอกจากนี้ NVC ยังไม่มองว่าการ Compromise หรือพบกันครึ่งทางนั้นเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี นั่นเพราะการ Compromise ไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพอใจเลย โดย NVC นั้นมีเป้าหมายคือต้องเติมเต็มความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้ได้

ขั้นตอนการยุติความขัดแย้งฉบับ NVC: แบบย่อ ๆ

  1. เผยความต้องการของเรา
  2. พยายามหาว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้คำพูดใด ๆ ก็ตาม
  3. ยืนยันกันทั้งคู่ว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจนะ ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
  4. ใช้ความเห็นอกเห็นใจให้มากที่สุด เพื่อเข้าใจกันและกัน
  5. ยื่นข้อเสนอว่าอยากให้ต่างฝ่ายทำอะไร

ส่วนใหญ่แล้ว เวลาที่เราทะเลาะกัน ต่างฝ่ายมักไม่บอกตรง ๆ ว่าต้องการอะไร แต่มักจะใช้วิธีตำหนิติเตียนอีกฝ่าย ว่าร้ายอีกฝ่ายแทน ซึ่งพอโดนแบบนี้อีกฝ่ายก็ตั้งกำแพงสิ ปัญหาก็ไม่จบสักที

อย่างหนึ่งที่เราต้องแยกแยะให้ได้ก็คือความแตกต่างระหว่าง “ความต้องการ” และ “กลยุทธ์” โดย “ความต้องการ” นั้นคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับการที่อีกฝ่ายทำอะไร ส่วน “กลยุทธ์” นั้นอาจมาในรูปแบบของคำขอ ความต้องการ ความปรารถนา และทางออกที่ระบุชัดเจนว่าแต่ละคนต้องทำอะไร ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นควรระบุอย่างชัดเจนที่สุด

และถ้าในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายนึงเจ็บมามาก ไม่พร้อมจะรับฟังอะไรทั้งสิ้น เราอาจจะต้องเป็นฝ่ายมอบความเห็นอกเห็นใจให้ก่อน เพราะหากอีกฝ่ายยังเจ็บเกินจะฟังใคร ก็คงยังไม่อยากฟังว่าเราต้องการอะไร

ในส่วนของ “คำขอ” ที่อยากให้อีกฝ่ายทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ก็ควรใช้รูปแบบ Present, Positive Action โดย “Positive” นั้นหมายถึงการกระทำที่เราอยากให้อีกฝ่ายทำ ไม่ใช่การกระทำที่เราไม่อยากให้อีกฝ่ายทำ ตัวอย่างเช่น อยากให้อีกฝ่ายเก็บรองเท้าให้เรียบร้อย ก็ควรบอกว่า “ช่วยเก็บรองเท้าให้หน่อย” แทนที่จะเป็น “อย่าวางรองเท้าไว้เพ่นพ่าน”

ส่วน “Present” นั้นหมายถึงคำขอที่อยากให้อีกฝ่ายทำ ณ ตอนนั้นเลย เช่น แทนที่จะถามว่า “คุณจะไปงานวันเสาร์นี้ได้มั้ย” ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคต อาจจะเป็นการถามแทนว่า “คุณพอจะบอกได้มั้ยว่ารู้สึกยังไงกับการไปร่วมงานวันเสาร์นี้” หรือ “คุณพอจะให้คำตอบฉันได้มั้ยว่าคุณสามารถไปงานเสาร์นี้ได้มั้ย” ซึ่งการใช้คำว่า “พอจะ” “สามารถจะ” “โอเคมั้ยที่จะ” นั้นเป็นการเคารพอีกฝ่าย ไม่ยัดเยียดเร่งเร้าเอาคำตอบ และการใช้ Present Language ก็ทำให้เราบรรลุข้อตกลงกันได้เร็วขึ้น

อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือการร้องขอให้อีกฝ่ายทำอะไรนั้นควรเป็น Action Verb หรือก็คือกริยาที่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นการขอแค่ว่า “ฉันอยากให้คุณฟังฉัน” นั้นอาจไปกระตุ้นอีกฝ่ายให้ตอบ “ก็ฉันฟังอยู่นี่ไง” ได้ แทนที่จะเป็นอย่างนั้นก็อาจจะต้องบอกว่าอยากให้อีกฝ่ายช่วยทวนคำพูดหน่อย เพราะถ้าทวนได้ก็แปลว่าฟังจริง

ใช้ NVC ในการไกล่เกลี่ย

บางทีเราอาจจะต้องไปเป็นคนคั่นกลางระหว่างสองคนที่กำลังขัดแย้งกัน ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วก็จะมีสิ่งที่เราควรทำเพื่อให้บรรลุข้อตกลง เช่น

เชื่อในกระบวนการ: บอกทั้งสองฝ่ายว่าเราไม่ได้จะมาเข้าข้างใคร แต่จะมาช่วยให้ต่างฝ่ายได้ยินอีกฝ่ายมากขึ้น และจะช่วยให้ทุกคนได้รับสิ่งที่ต้องการ

จำไว้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา: อย่าไปพยายามทำให้พวกเขาทำในสิ่งที่เราต้องการ เรามีหน้าที่สร้างบรรยากาศที่ทำให้ทั้งคู่เชื่อมต่อถึงกัน และสามารถอธิบายความต้องการของตัวเองได้

รีบให้ “ความเห็นใจแบบฉุกเฉิน”: บางทีเวลาที่เราแสดงความเห็นใจต่อฝ่ายใดก่อน อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะน้อยใจและคิดว่าเราเข้าข้าง ให้รีบแสดงความเห็นใจต่ออีกฝ่ายทันที เช่น “คุณดูโมโห คุณต้องการความมั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลือเช่นกันใช่มั้ย”

ติดตามให้ดี: ควรตามให้ทันว่าต่างฝ่ายต่างพูดอะไรออกมาบ้าง อาจจะใช้วิธีจดบนกระดานก็ได้

มุ่งให้บทสนทนาอยู่ใน “ปัจจุบัน”: ให้ความสำคัญกับความต้องการ ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องในอดีตหรืออนาคต

ให้บทสนทนาดำเนินไปเรื่อย ๆ: อย่าให้เกิดการพูดอะไรซ้ำ ๆ บ่อย เพราะมันจะไม่ทำให้บทสนทนาไปไหน บางทีเราอาจจะต้องเร่งสปีด เช่น เราอาจจะใช้การสวมบทบาท (Role-Play) เข้าไปช่วย เพื่อแสดงความรู้สึกและความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมา ในกรณีที่บางฝ่ายแสดงออกไม่ถูกสักที

ขัดจังหวะ: บางทีบทสนทนาเริ่มร้อนระอุ ต่างฝ่ายต่างโมโหรุนแรง เราต้องไวที่จะขัดจังหวะนั้นก่อน ในขณะนั้นต่างฝ่ายอาจจะเจ็บปวดเกินกว่าจะรับฟังอะไรเพิ่มเติม ให้เรารีบแสดงความเห็นใจแบบฉุกเฉิน และอาจจะช่วยแปลสารที่อีกฝ่ายต้องการพูด

ในกรณีที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเจอหน้ากัน: เราอาจจะใช้วิธีสวมบทบาทกับฝ่ายที่เราอยู่ด้วย แล้วอัดเทปเก็บไว้เพื่อไปเปิดให้อีกฝ่ายหนึ่งฟัง

12. The Protective Use of Force: ใช้กำลังเพื่อป้องกัน

การใช้กำลังนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ 1) Protective (เพื่อปกป้อง) กับ 2) Punitive (เพื่อลงโทษ)

บางทีเราอาจจะต้องใช้กำลังเข้าช่วยถ้าเกิดว่าสถานการณ์เริ่มรุนแรงหรืออันตราย ในสถานการณ์นี้เราจะใช้ Protective Force เพื่อปกป้องหรือป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือความไม่ยุติธรรม การใช้กำลังนี้จะไม่ได้มีเพื่อลงโทษหรือทำร้ายใคร มีเพื่อปกป้องเท่านั้น เช่น เราเห็นเด็กกำลังจะโดนรถชน เราจึงรีบพุ่งไปกระชากตัวเด็กออกมาจากถนน เป็นต้น

ส่วน Punitive Force นั้นคือกำลังที่ใช้เพื่อลงโทษหรือทำร้ายอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายอย่างการตี การชกต่อย การฆ่ากัน หรือทางคำพูดอย่างคำด่า คำดุ คำติเตียน การใช้กำลังในแง่นี้นั้นแม้จะสามารถทำให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่เราต้องการได้ก็จริงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวนั้นจะเป็นการทำร้ายอีกฝ่าย ทำให้คุณค่าของอีกฝ่ายลดลงเพียงเพราะต้องทำตามคำสั่งของเรา อีกทั้งอีกฝ่ายยังจะรู้สึกเห็นใจเราน้อยลงอีกด้วย

เวลาเราอยากให้ใครทำอะไร เป็นเรื่องดีที่เราควรคำนึงถึง 2 คำถามนี้ คือ 1) เราอยากให้เขาทำอะไร และ 2) เหตุผลของเขาที่ทำในสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ตัวอย่างเช่น พ่อแม่อยากให้ลูกแปรงฟัน เหตุผลที่อยากให้ทำก็เพื่อให้ฟันสะอาด ไม่ผุ มีสุขอนามัยที่ดี ถ้าหากพ่อแม่คิดแต่จะลงโทษลูกที่ไม่แปรงฟันอย่างเดียว ลูกก็คงไม่มีทางเข้าใจ และคงแปรงฟันเพียงเพื่อไม่ให้โดนพ่อแม่ด่า แต่ลองคิดดูดี ๆ ว่าพอโตไปแล้ว ลูกไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนเดิม ลูกก็อาจจะไม่อยากแปรงฟันแล้วก็ได้ เพราะไม่มีใครมาลงโทษ ในกรณีนี้ ลูกไม่เข้าใจว่าเหตุผลเบื้องหลังความต้องการของพ่อแม่คืออะไร ดังนั้นพ่อแม่จึงควรสื่อสารความต้องการออกไปให้ถูก

13. Liberating Ourselves and Counseling Others: ปลดปล่อยตัวเอง และให้คำแนะนำคนอื่น

เรามักจะถูกสอนให้ระงับความต้องการของตัวเองเอาไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ควรเป็นแบบนั้นเลย เราควรมีอิสระที่จะเปิดเผยว่าตัวเองต้องการอะไร

การใช้ NVC นั้นนอกจากจะช่วยคนอื่นแล้ว ยังช่วยตัวเราเองได้ด้วย เพราะมันป้องกันไม่ให้เราตัดสินตัวเองเวลาที่เราทำอะไรไม่ได้ดั่งใจตัวเอง หรือเวลาที่เราไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตัวเองได้

ผู้หญิงที่รับบทบาททั้งแม่ทั้งสาวออฟฟิศ อาจจะตำหนิตัวเองว่าควรหางานอะไรทำที่แมตช์กับคุณวุฒิของเธอมากกว่านี้ เสียเวลาชีวิตชะมัด ในขณะที่วิญญาณแม่ก็จะตำหนิอีกเช่นกันว่าจะบ้าเหรอ เธอมีภาระต้องเลี้ยงลูกนะ ถ้าแค่นี้ยังรับมือไม่ได้ จะไปทำอะไรได้

ถ้าเพียงแต่เธอจะใช้ NVC สักนิด เธอก็จะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จับความรู้สึกและความต้องการของตัวเองได้ทัน และสุดท้ายก็หาทางออกให้ตัวเองได้ แทนที่จะบ่นตัวเอง เธอก็จะยอมรับว่าตอนใช้เวลาเลี้ยงลูก เธอรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่สามารถเติมเต็มความสำเร็จด้านอาชีพของตัวเองได้ดีพอ สุดท้ายเธออาจจะลงเอยด้วยการหางานพาร์ตไทม์ที่ได้ใช้วิชาชีพของเธอแทน

ในฝั่งของโหมดแม่ เธอก็จะยอมรับว่า เวลาเธอไปทำงาน เธอกลัวเพราะเธอต้องการความมั่นใจว่าลูก ๆ จะได้รับการดูแลที่ดี สุดท้ายเธออาจจะลงเอยด้วยการตามหาพี่เลี้ยงเด็ก หรือบริการรับเลี้ยงเด็กที่ได้มาตรฐานแทน

การใช้ NVC จะทำให้เราสามารถเห็นความต้องการจริง ๆ ของตัวเองโดยไม่มีการตัดสินมาเกี่ยวข้อง ทำให้เราสามารถหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นได้อย่างถูกจุด โฟกัสว่าเราต้องการอะไรกันแน่ แทนที่จะไปถามย้ำตัวเองว่าเราทำอะไรผิดไป

การใช้ NVC นั้นยังสามารถเอาไปประยุกต์กับการให้คำปรึกษาทางจิตใจของแพทย์ได้ บ่อยครั้งที่แพทย์สื่อสารด้วยทฤษฎีและศัพท์เฉพาะทางมากเกินไป จึงไม่สามารถเชื่อมต่อกับความรู้สึกของคนไข้ได้จริง ๆ แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนแล้ว ยืนยันว่าการใช้ NVC นั้นได้ผลกว่าจริง ๆ

14. Expressing Appreciation in Nonviolent Communication: แสดงความขอบคุณ ตามแบบฉบับ NVC

ก่อนหน้านี้เราเคยอ่านหนังสือชื่อ “กล้าที่จะถูกเกลียด” และไม่เห็นด้วยกับประเด็นหนึ่งที่ว่า “คำชมนั้นไม่ดี คำชมเป็นการปั่นหัวคน”

เราคิดว่า การชมก็ดีเหอะ ทำให้อีกฝ่ายมีกำลังใจ เป็นการส่งต่อพลังบวกให้กัน

แต่พอมาอ่านบทนี้ของหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราเห็นภาพชัดมากขึ้นว่าจริง ๆ แล้ว ไม่ได้หมายความว่าให้เราชมทื่อ ๆ เหมือนที่เราทำกันปกติ แต่ให้เราแสดงความขอบคุณแบบใจจริงต่างหาก

ต่างกันยังไง? คำชมทั่วไปนั้นแม้จะฟังดูเป็นด้านดีและน่าดีใจแค่ไหน แต่ก็ยังเป็น “การตัดสิน” อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น “เธอทำได้ดีมาก” “เธอสุดยอดไปเลย” “เธอใจดีมาก”

ถ้าลองดูดี ๆ มันคือการตัดสิน เพียงแต่เป็นการตัดสินในด้านดีต่างหาก

การชมในรูปแบบนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจเท่าไรว่าทำไมเขาถึงได้รับคำชมนั้น แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ คำชมเหล่านี้บางทีถูกใช้เป็นเครื่องมือปั่นหัวให้คนทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ เช่น เจ้านายชมลูกน้องว่าทำได้ดีมาก ลูกน้องก็จะยิ่งอยากทำงานหนักมากขึ้น แต่เอาเข้าจริงถ้าเป็นคำชมแบบนี้ ก็ยอมทำงานหนักได้แค่ไม่นานหรอก เพราะสุดท้ายเขาก็จะไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมารองรับการทำงานหนักของเขาได้จริง ๆ

แล้วต้องแสดงความขอบคุณแบบไหนล่ะ? NVC มีขั้นตอนแบบนี้

  1. บอกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำแล้วช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นนั้นคืออะไร
  2. บอกว่าความต้องการอะไรของเราที่ได้รับการเติมเต็ม
  3. บอกว่าเรารู้สึกอย่างไร ที่ความต้องการนั้นได้รับการเติมเต็ม

ขั้นตอนนี้อาจจะสลับ ๆ ขั้นกันไปก็ได้ ถ้าเรียบเรียงก็อาจจะได้ประมาณนี้ “เมื่อคุณบอก xxx กับฉัน ฉันรู้สึกโล่งใจและมีหวังเลยละ เพราะฉันกำลังหาวิธีที่จะเชื่อมต่อกับลูกชายของฉัน และสิ่งที่คุณพูดได้มอบทางที่ฉันกำลังตามหา”

ในฝั่งของคนรับคำขอบคุณ บางทีเราอาจจะรู้สึก 1. เหนือกว่าเพราะได้รับคำชม หรือ 2. ถ่อมตัวว่าไม่หรอก เล็กน้อย นั่นเพราะคำชมที่เราได้รับนั้นเป็นคำชมทื่อ ๆ ที่ไม่ได้บ่งบอกความหมายอะไร ถ้าขอบคุณด้วยการใช้ NVC เราจะไม่มีอาการทั้งสองนี้เกิดขึ้น เพราะเราจะเข้าใจว่าการกระทำอะไรของเราที่ช่วยให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้น และอีกฝ่ายรู้สึกดีขนาดไหน เราก็จะร่วมเฉลิมฉลองไปกับเขาได้

ขณะเดียวกัน บางทีเราอาจจะเผลอมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันที่ผู้อื่นทำให้เรา หลายครั้งที่คนมักจะบ่นว่า “ทีทำดีนะไม่เคยชม แต่พอทำพลาดก็เหยียบซ้ำ” ดูเหมือนว่าคนจะสังเกตความล้มเหลวได้ง่ายกว่าความราบรื่นธรรมดาทั่วไป อยากให้ลองหมั่นสังเกตสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตที่คนอื่นทำให้เรา แล้วแสดงความขอบคุณกับเขาบ้าง เราอาจจะคิดว่า อีกฝ่ายคงรู้แหละว่าเรารักเขา เรารู้สึกยินดีกับสิ่งที่เขาทำมากแค่ไหน แต่เอาเข้าจริงอีกฝ่ายอาจจะไม่รู้ก็ได้ และการที่เราบอกเขาไปด้วยวิธีแบบ NVC ก็จะทำให้เขารู้สึกดีกับสิ่งที่ได้ทำ

สรุป

โดยรวมแล้วเราว่าหนังสือเล่มนี้ดีมากกก คือทุกคนควรจะอ่านจริง ๆ เพราะมันทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสื่อสารกันแบบสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง เราคิดว่าถ้าทุกคนคุยกันได้แบบนี้จริง ๆ สังคมจะสงบสุขขึ้นเยอะ

อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตคือ Empathy หรือการเห็นอกเห็นใจนั้นสำคัญมาก เมื่อก่อนเราคิดว่ามันไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร เผลอ ๆ เป็นจุดอ่อนด้วยซ้ำเพราะนึกว่าถ้าเราเห็นใจคนอื่นมากเกินไป คนอื่นจะมาเอาเปรียบเราได้ แต่จากที่อ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ การต่อรอง และการสื่อสารอย่างเล่มนี้ ทุกเล่มมีหัวใจเดียวกันเลยคือ Empathy สำคัญชนิดที่ว่าถ้าไม่มีสิ่งนี้ ก็ทำอะไรไม่ได้เลย มันทำให้เราค้นพบว่าแท้จริงแล้วมันคือสกิลที่ใช้เจาะทะลวงเข้าไปในใจของอีกคน และเมื่ออีกคนรับรู้ได้ว่าเราใส่ใจ เขาก็จะมีแนวโน้มใส่ใจเราเหมือนกัน ทำให้ทั้งคู่ได้ในสิ่งที่ต่างฝ่ายต้องการ โดยไม่ต้องห้ำหั่นกันเลย

ตัวหนังสือจะมีการเล่าเรื่องและ Case Study ค่อนข้างเยอะ ถือเป็นเรื่องดีมากเพราะทำให้เห็นการประยุกต์ใช้จริง ภาษาเขียนก็อ่านไม่ยาก เป็นแนวบอกเล่าสู่กันฟัง

สิ่งที่ท้าทายสำหรับการประยุกต์ใช้จริงก็คือ การลด Ego ของเรานี่แหละ เราคิดว่ามันยากมาก ๆ ที่จะสละตัวตนของเราออก เพื่อจะรับฟังคนอื่นมากขึ้น ซึ่งหนังสือก็บอกว่ายากแหละ ของแบบนี้ต้องฝึกบ่อย ๆ ถึงจะคล่อง

เอาเป็นว่าถ้าใครอยากลองศึกษาวิธีการสื่อสารแบบทางเลือก ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง และใช้การเรียบเรียงประโยคที่สื่อถึงความรู้สึกและความต้องการของปัจเจกบุคคลมากขึ้น ก็แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

<span>%d</span> bloggers like this: