สรุปหนังสือ The Emotional Man: มนุษย์อารมณ์

เรามักจะถูกสอนเสมอว่า เวลาจะตัดสินใจอะไรนั้น ต้องใช้ “เหตุผล”

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ก็ว่าไว้เช่นนั้น ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่ใช้เหตุผลในการไตร่ตรองเมื่อต้องเลือกอะไรบางอย่าง

ทว่าถ้าเป็นแบบนั้นจริง ทำไมหลาย ๆ ครั้งเรายังรู้สึกแย่กับสิ่งที่ได้ตัดสินใจทำลงไป แล้วมองว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เอาไหนซะเลย เหตุผลที่รองรับตัวเลือกนั้นหายไปไหนหมดล่ะ?

ความจริงก็คือ ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์เราตัดสินใจด้วย “อารมณ์” มากกว่า และหนังสือ The Emotional Man จาก อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี นักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาอีกหลายเล่ม จะมาบอกเล่าว่าเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้คืออะไร เพื่อให้เราเป็น “มนุษย์อารมณ์” ที่รู้ทัน “อารมณ์” ของตัวเอง

1. บทนำ

หนังสือเริ่มเรื่องด้วยว่า หากสุนัขตาย เป็นเรื่องผิดไหมหากเจ้าของสุนัขจะนำเนื้อของสุนัขตัวนั้นมารับประทาน?

แค่ได้ฟังประโยคนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็อี๋แล้ว และปักใจมองว่าการกระทำนั้นผิด ทั้ง ๆ ที่หากไตร่ตรองดี ๆ ก็ไม่เห็นจะมีส่วนไหนผิด ในเมื่อสุนัขก็ตายแล้ว เจ้าของไม่ได้ฆ่าซะหน่อย มันเป็นสิทธิ์ของเจ้าของที่จะตัดสินใจว่าจะกินหรือไม่กิน ไม่ได้มีตรงไหนผิดกฏหมายนี่

ถึงอย่างนั้น หลาย ๆ คนก็ยังรู้สึกว่ามันผิด นี่แหละประเด็น คือเรา “รู้สึก” แต่เราหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไรเราถึงรู้สึกอย่างนั้น

นี่เป็นอีกสิ่งยืนยันว่ามนุษย์เราใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่า

หากจะจีบใคร ให้พาไปดูหนังสยองขวัญ หรือเล่นรถไฟเหาะ

มีงานวิจัยนึง ที่พาเหล่าชายโสดไปเดินข้ามสะพานที่หวาดเสียว โดยมีหญิงสาวอยู่ตรงปลายสะพาน เมื่อเหล่าชายฉกรรจ์ไปถึงปลายสะพาน ทางผู้หญิงก็จะให้เบอร์ติดต่อไว้เผื่อใครอยากสอบถามเกี่ยวกับงานวิจัย งานวิจัยนี้ถูกจัดอีกที่หนึ่งซึ่งเป็นสะพานซึ่งไม่ค่อยหวาดเสียวเท่าไร ทุกกระบวนการเหมือนกันหมดคือเป็นเหล่าแก๊งชายโสดข้ามสะพานโดยมีหญิงสาวหน้าตาดีอยู่ปลายสะพาน ผลการทดลองพบว่าสัดส่วนของผู้ชายที่โทรหาหญิงสาวในวันถัด ๆ มานั้นจะสูงกว่าหากเป็นกรณีของสะพานที่หวาดเสียว

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? นั่นเพราะระหว่างที่ข้ามสะพานหวาดเสียว คนข้ามก็จะตื่นเต้นหวาดกลัว หัวใจเต้นแรง พวกเขาข้ามสะพานแต่ในขณะเดียวกันก็เห็นหญิงสาวที่ปลายสะพานด้วย ไอ้ความรู้สึกตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ นี่แหละที่เป็นตัวทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นอาการปิ๊งอีกฝ่าย ทั้งที่จริง ๆ เป็นแค่อาการหวาดกลัวตื่นเต้นกับสะพานเท่านั้น

ดังนั้นหากใครกำลังจีบกัน ให้ลองพาไปเดตด้วยการดูหนังสยองขวัญ หรือขึ้นรถไฟเหาะก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะไอ้อาการหัวใจเต้นแรงจากความตื่นเต้นนั้น อาจทำให้อีกฝ่ายหลงเชื่อไปว่าเป็นอาการหวั่นไหวเพราะอยู่ใกล้กับอีกคนหนึ่ง อารมณ์ประมาณว่า ฉันใจเต้นกับคนคนนี้ แสดงว่าเค้าต้องเป็นคนที่ใช่แน่ ๆ!

นักเศรษฐศาสตร์บอกไว้ว่า “มนุษย์มีเหตุผล”

นั่นหมายความว่า มนุษย์ตัดสินใจได้อย่างมีระบบเหตุผลรองรับ เหมือนหุ่นยนต์ที่ป้อนคำสั่งแบบไหนไปมันก็ปฏิบัติตามแบบนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน และนี่คือคุณลักษณะของมนุษย์เหตุผล

  1. เห็นแก่ตัว: ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเองเท่านั้น
  2. คิดถึงอนาคต: มีการตระหนักถึงอนาคต ไม่ได้คิดแค่ปัจจุบันอย่างเดียว
  3. เลือกสิ่งที่ให้ความสุขสูงสุด: รู้ว่าอะไรทำให้มีความสุขมากที่สุด ก็จะเลือกอันนั้น
  4. ใช้ข้อมูลที่เพียบพร้อม ประกอบการตัดสินใจ: ถ้าข้อมูลไม่พร้อม ก็จะยังไม่ตัดสินใจ

อ่านแค่นี้ หลายคนน่าจะรู้สึกว่ามนุษย์นี่มันซับซ้อนกว่าไอ้ที่กล่าวมาเยอะ เห็นกันอยู่หลายเคสว่าบางทีเราก็ไม่ได้เลือกอะไรที่ทำให้เราได้ความสุขมากที่สุด หรือบางทีเราก็ไม่คิดถึงอนาคตและสนใจแค่ปัจจุบันด้วยซ้ำ

เอาง่าย ๆ เลย สมมติว่าเราได้เงินมา 100,000 บาท และเราเลือกได้ว่าจะแบ่งให้คนแปลกหน้ากี่บาทก็ได้ (จะไม่แบ่งเลยก็ได้) โดยคนแปลกหน้าก็จะรู้แหละว่าจำนวนเงินทั้งหมดเป็นเท่าไร และรู้ว่าเราเป็นคนแบ่ง คนแปลกหน้าสามารถปฏิเสธข้อเสนอได้หากรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ และทั้งคู่ก็จะไม่ได้รับเงิน

หากเป็นมนุษย์เหตุผลกันทั้งคู่ เราคงจะเลือกเก็บเงิน 99,999 ไว้ แล้วแบ่งให้อีกฝ่ายแค่ 1 บาทพอ ซึ่งอีกฝ่ายก็พอใจนะเพราะอย่างน้อย 1 บาทก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ถือว่าวินวิน

แต่ความจริงคงไม่เป็นอย่างนั้นหรอก หากคนแปลกหน้ารู้ว่าเราเก็บเงิน 99,999 บาทไว้ แล้วให้เขาแค่ 1 บาทละก็ เขาก็จะต้องรู้สึกว่า “เฮ้ยอะไรอะไม่แฟร์เลย ทำไมเก็บไว้เองเยอะขนาดนั้น ไม่ยอมหรอก” เขาก็จะปฏิเสธข้อเสนอ ไม่รับเงิน 1 บาทที่ว่า เพื่อที่อีกฝ่ายก็จะได้ชวด 99,999 บาทเช่นกัน ประมาณว่าข้าไม่ได้เอ็งก็ไม่ได้เหมือนกันละวะ

2. ความยุติธรรม (Fairness)

ต่อจากการทดลองอันที่แล้วเลย คือมนุษย์เราจะไวกับความแฟร์และไม่แฟร์มาก ทั้ง ๆ ที่เงิน 1 บาทก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แต่คนรับก็รู้สึกว่าไม่แฟร์ และปฏิเสธข้อเสนอ

จริง ๆ แล้วความยุติธรรมถูกกำหนดจากอะไร? งานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นสันนิษฐานว่าเกิดจาก “อคติทางจิตใจ” หลาย ๆ อย่าง ตัวอย่างเช่น

  1. Reference Transaction: เราจะเปรียบเทียบจุดปัจจุบันกับจุดดั้งเดิม ดังนั้นการลดเงินเดือนพนักงานทั้ง ๆ ที่พนักงานไม่ได้ทำอะไรผิดจึงเป็นเรื่องที่ “ไม่แฟร์” ในขณะที่การจ่ายเงินเดือนพนักงานใหม่น้อยกว่าพนักงานเก่าที่ออกไปแล้วนั้นเป็นเรื่องที่ “แฟร์” เพราะเราไม่รู้ว่าพนักงานใหม่ก่อนหน้านี้ได้เงินเท่าไร และถึงรู้ว่ามันอาจจะมากกว่า เราก็ไม่คิดว่าบริษัทไม่ยุติธรรม เพราะบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่เงินเดือนลดลง
  2. Framing Effect: ปรากฏการณ์การวางกรอบ แม้ว่าผลลัพธ์ของทั้งสองสถานการณ์จะเหมือนกัน แต่ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน ก็ถูกตัดสินต่างกันได้ เช่น บริษัทที่หั่นเงินเดือนพนักงานเดิม 7% เพราะต้องการงบจ้างงานคนเพิ่ม เพื่อช่วยเหลือคนในเมืองที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่เงินเฟ้อเป็น 0 (เคสนี้ถูกมองว่าไม่แฟร์) เทียบกับบริษัทที่เพิ่มเงินเดือนพนักงานเดิมแค่ 5% ทว่าเงินเฟ้อสูงถึง 12% แต่บริษัทก็สู้ไม่ไหวเพราะต้องการงบไปจ้างงานคนเพิ่ม เพื่อช่วยเหลือคนในเมืองที่เศรษฐกิจไม่ดี (เคสนี้ถูกมองว่าแฟร์ ทั้ง ๆ ที่ Real Wage เท่ากัน คือ -7%)

นอกจากนี้ งานวิจัยยังระบุว่า คนส่วนใหญ่โอเคกับการขึ้นค่าเช่าเพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุน แต่ไม่โอเคกับการขึ้นค่าเช่าเพราะรู้ว่าผู้อยู่อาศัยคงไม่หนีไปเช่าที่อื่นแน่ ๆ เนื่องจากได้งานแถวนั้นแล้ว

อีกส่วนที่ส่งผลคือความเชื่อเรื่องโชคชะตา คนที่เชื่อว่าความรวยมาจากความขยันก็จะมองว่าความรวยที่ได้รับนั้นแฟร์ แต่ถ้าเชื่อว่ามาจากโชคชะตา ก็จะมองว่าไม่แฟร์

3. พฤติกรรมการโกง (Cheating)

คนเราเวลาตัดสินใจว่าจะโกงหรือไม่โกง ใช้เหตุผลหรืออารมณ์?

หากมนุษย์เราเป็นคนมีเหตุผลตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ หนึ่งในคุณสมบัติคือเป็นคนที่คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองล้วน ๆ นั่นหมายความว่า หากสถานการณ์เอื้ออำนวยให้โกงได้ เราก็จะโกง ยิ่งความเสี่ยงถูกจับน้อยเท่าไร ก็ยิ่งโกงมากขึ้น เพื่อให้ได้มากขึ้น

แต่จากการทดลองต่าง ๆ กลับพบว่า แม้สถานการณ์จะเอื้ออำนวยต่อการโกงมากแค่ไหน (ไม่มีการจับผิด ไม่มีการลงโทษ) คนก็ยังโกงแค่นิด ๆ หน่อย ๆ อยู่ดี ไม่ได้โกงแบบกอบโกย 100%

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นคือ เรามี “สองคนในร่างเดียว” คนแรกคือมนุษย์เห็นแก่ตัวที่เชียร์ให้เราโกง แต่อีกคนคือมนุษย์ที่มีศีลธรรม ที่คอยย้ำเตือนว่าการโกงเป็นสิ่งไม่ดี ถ้าทำแล้วจะรู้สึกแย่กับตัวเอง สังคมรังเกียจ

การต่อสู้กันของสองคนนี้ ลงเอยด้วยพฤติกรรมการโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์เห็นแก่ตัว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ให้มนุษย์ศีลธรรมรู้สึกแย่เกินไป สุดท้ายการโกงก็เกิดจาก “อารมณ์” ซะเป็นส่วนใหญ่

ปัจจัยที่จะยิ่งกระตุ้นให้เราโกงมาขึ้น ก็คือ

  • มีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น นักวิจัยเสนอแต่ผลวิจัยที่ผู้จ้างต้องการได้ยิน ผู้จ้างจะได้กลับมาจ้างอีก
  • ความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งใครมีมากเท่าไรก็จะยิ่งสรรหาข้ออ้างมาสนับสนุนการโกงได้มากเท่านั้น
  • การโกงเพียงครั้งเดียว เปิดประตูให้เราโกงในครั้งต่อ ๆ ไป
  • ความเหนื่อยที่จะห้ามใจไม่โกง พอเหนื่อยสุด ๆ สุดท้ายก็จะเลือกโกง
  • การเห็นพฤติกรรมการโกงของคนอื่น
  • การอยู่ในวัฒนธรรมหรือสังคมที่มีการโกงเกิดขึ้นบ่อย ๆ

4. การตัดสินความผิดชอบชั่วดีของคนอื่น (Moral Judgement)

การที่เรารู้สึกชอบหรือเกลียดใครสักคน หรือการที่เรารู้สึกว่าอะไรถูกอะไรผิด จริง ๆ แล้วไม่ได้เกิดจากการใช้เหตุผลก่อน แต่เป็นการใช้อารมณ์ก่อน

เพราะเรื่องบางเรื่อง แค่เราได้ยินเราก็รู้สึกว่ามันผิด แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันผิดเพราะอะไร (ยกตัวอย่าง เรื่องกินสุนัขข้างต้น) หรือเมื่อเราได้ยินเรื่องราวของพี่น้องท้องเดียวกันที่มีเซ็กซ์กัน แม้จะป้องกันแล้ว และเก็บเป็นความลับระหว่างทั้งคู่ แต่คนที่ได้ฟังก็ยังรู้สึกว่ามันผิด แล้วก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าผิดเพราะอะไร

และถึงแม้จะค้านว่า “ต้องมีเหตุผลมารองรับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มากก็น้อยแหละ” แต่งานวิจัยได้เผยว่า ผู้ทดลองที่ถูกทำให้เกิดความรู้สึกขยะแขยงมาก่อนหน้า (เช่น ดมกลิ่นตด อยู่ในห้องสกปรก) มีแนวโน้มที่จะตัดสินเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าผิด ในระดับที่สูงกว่าผู้ทดลองอีกกลุ่มที่ไม่ได้ถูกทำให้เกิดความรู้สึกขยะแขยงอะไร แสดงให้เห็นว่า คนที่รู้สึกขยะแขยงอยู่แล้ว แม้ว่าความรู้สึกขยะแขยงจะไม่ได้เกิดจากการรับรู้เหตุการณ์เรื่องราวนั้น ๆ พวกเขาก็จะตัดสินความถูกผิดแบบไม่ค่อยถนอมน้ำใจ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ถูกทำให้รู้สึกขยะแขยงตั้งแต่ต้น

นั่นหมายความว่า คนที่มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย (ตัวอย่างข้างต้นคือ ไวต่อความขยะแขยงบางสิ่ง) จะถูกอารมณ์ชักจูงการตัดสินใจได้ง่าย

5. ความสามารถในการควบคุมตัวเอง (Self-Control)

การเสพติดอะไรสักอย่างหนึ่ง เป็นผลมาจากการใช้เหตุผลหรือว่าอารมณ์?

ถ้าเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบเก่า ก็จะมองว่ามาจากเหตุผลนี่ละ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจหาตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ดังนั้นการเลือกว่าจะเสพติดอะไร ก็คงเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับคนคนนั้นแล้ว

ทฤษฎีนี้เรียกว่า The Theory of Rational Addiction หรือ ทฤษฎีการเสพติดอย่างมีเหตุมีผล บ่งบอกว่าการที่คนเลือกเสพอะไรสักอย่างในวันนี้ เป็นเพราะเขามองว่านี่คือตัวเลือกที่สร้างความสุขได้สูงที่สุด และถ้ามีอะไรมาขัดขวาง เขาก็จะไม่พอใจ เช่น หากรัฐตัดสินใจขึ้นภาษีบุหรี่ในปีหน้า ทำให้บุหรี่แพงขึ้นในอนาคต บุคคลที่เสพติดเหล่านี้ก็จะใช้เหตุผลตัดสินใจว่าถ้ายังสูบต่อไป ในอนาคตจะต้องเสียเงินเพิ่มแน่ ๆ จึงเลิกสูบ แต่เลิกสูบด้วยความเซ็งจิตนะ เพราะภาษีบุหรี่ดันมาทำให้ตัวเลือกที่ดีที่สุดของเขาหม่นหมอง

ขณะเดียวกัน ก็มีอีกทฤษฎีมาต่อต้าน คือ Self-Control Problem เป็นทฤษฎีที่ระบุว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์เราอาจจะไม่ได้ใช้เหตุผลในการเลือกว่าจะเสพติดอะไร แต่เป็นอารมณ์มากกว่า และมนุษย์ก็ให้นำ้หนักกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต ให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาในอนาคต หากเป็นในแง่นี้ ก็สันนิษฐานว่าจริง ๆ แล้วคนที่ติดบุหรี่ ก็อยากเลิกแหละ แต่ทนอดใจไม่สูบไม่ไหว จึงต้องเสพติดการสูบอยู่ทุกวันนี้ และถ้ามีภาษีบุหรี่ในปีหน้า คนเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มดีใจ เพราะมีอะไรมาเป็นอีกแรงกระตุ้นให้เขาเลิกบุหรี่ ซึ่งเมื่อไปดูข้อมูลจากงานสำรวจความสุขของชาวอเมริกันจริง ๆ ก็พบว่าหลังประกาศขึ้นภาษีบุหรี่ คนสูบบุหรี่มีความสุขมากขึ้น ตรงกับทฤษฎีที่สอง

นอกจากการเสพติดแล้ว ปรากฏการณ์นี้ยังอธิบายพฤติกรรมอื่น ๆ อีกด้วย เช่น การผลัดวันประกันพรุ่ง การไม่ควบคุมอาหาร ไม่ออกกำลังกาย การรูดบัตรเครดิต ฯลฯ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนว่าเราให้น้ำหนักกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าสิ่งที่จะตามมาในอนาคต

6. ช่องว่างระหว่างใจเราในวันนี้และใจเราในวันข้างหน้า (Empathy Gap)

การที่เราพูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอย่างหนึ่ง (สองมาตรฐาน) นั้นทางเศรษฐศาสตร์อธิบายว่าต้นทุนของการกลับคำพูดนั้นง่าย ทำได้ไม่ยาก จึงพูดอะไรก็ได้ให้อีกฝ่ายรู้สึกดี ไม่ก็พูดอะไรที่ต้องการให้อีกฝ่ายทำตาม คือจริง ๆ เรารู้อยู่แล้วแหละว่าเราจะทำอะไรตั้งแต่ต้น เราแค่พูดสิ่งนั้นออกไปเพื่อเอาใจคนฟังเฉย ๆ

ต้นเหตุของพฤติกรรมนี้คือ Empathy Gap ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. Cold-Hot Empathy Gap: สภาวะอารมณ์เย็น คือสภาวะที่ไม่ได้รู้สึกอยาก โกรธ ขยะแขยง หลงใหล ว่าง่าย ๆ คือไม่ได้มีอารมณ์อะไรก็ตามที่รุนแรงมาก เป็นสภาวะนิ่ง ๆ ที่เราจะนึกไม่ออกว่าตอนเรามีสภาวะร้อนเราจะเป็นยังไง เช่น ตอนเราอิ่ม (สภาวะเย็น) เราก็นึกไม่ค่อยออกว่าตอนหิว (สภาวะร้อน) จะเป็นยังไง อาจเป็นเหตุให้ตอนซื้ออาหารมื้อต่อไปหลังจากที่เพิ่งกินมาอิ่ม ๆ นั้นไม่เพียงพอ ซื้อมาน้อยไป
  2. Hot-Cold Empathy Gap: คนที่อยู่ในสภาวะร้อน มักจะคิดว่าตัวเองไม่ร้อน เช่น “กูยังไม่เมา” “ฉันไม่ได้โกรธ” หรือแม้ว่าจะรู้ตัว ก็ไม่นึกว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรร้ายแรงต่อการตัดสินใจ ซึ่งมันอาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมที่อาจทำให้เสียใจภายหลังได้

สรุปสั้น ๆ คือ Empathy Gap ทำให้เป็นการยากที่เราจะทำความเข้าใจสภาวะอื่น ๆ นอกเหนือจากสภาวะที่เราเป็นอยู่ เวลาที่เราบอกใครให้ทำอะไร แต่เรากลับไม่ตาม เช่น บอกเด็ก ๆ ให้เลิกกินของหวาน แต่ต่อมาตัวเองก็กินชานมไข่มุก นั่นเป็นเพราะตอนบอกเด็ก ๆ เราอยู่ในสภาวะเย็น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่เมื่อเราเกิดโหยหาน้ำตาลขึ้นมา (สภาวะร้อน) เราก็กลับคำทันที

นอกจากนั้นแล้ว Empathy Gap ยังทำให้เราประเมินความรู้สึกคนอื่นพลาด ทำให้เราไม่ทันรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง เพียงเพราะเราไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน เราอาจจะคิดว่าถ้าเราโดนแกล้งแบบนี้ เราคงไม่รู้สึกอะไรเพราะเราเข้มแข็ง แต่คนอื่น ๆ อาจจะไม่ได้เข้มแข็งแบบเราก็ได้นี่?

วิธีที่จะควบคุม Empathy Gap ได้ คือ

  1. พยายามนึกถึงความรู้สึกในอนาคตของเราเข้าไว้ เช่น นึกถึงวันที่เราเกษียณแล้วมีเงินไม่พอใช้ วันที่เราสุขภาพไม่ดี
  2. พยายามนึกถึงความรู้สึกคนอื่น เป็นเรื่องยากแต่ถ้าทำได้ ก็จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
  3. ลองนำความรู้สึกของคนอื่นที่เคยเผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว มาช่วยในการตัดสินใจ เพราะบางทีถ้าแค่ความรู้สึกเราคนเดียว เราอาจจะโดนปัจจุบันเข้าครอบงำ

แล้วทำไมเราถึงต้องตกเป็นทาสของ Empathy Gap? เหตุผลคือเรามีสิ่งที่เรียกว่า Reality-First Rule ติดตั้งในสมอง มันคือกลไกที่ทำให้เราโฟกัสกับความเป็นจริง มากกว่าจินตนาการหรือความนึกคิดในหัว ซึ่งไอ้ฟังก์ชั่นนี้เนี่ยมีประโยชน์มาก ๆ ในอดีตกาล เพราะในอดีตถ้าบรรพบุรุษเราเจอสิงโต การยึดติดอยู่กับปัจจุบัน จะทำให้รู้ภัยอันตรายและวิ่งหนีได้ทัน

7. ความเสียใจและความเสียดาย (Regrets)

จริง ๆ แล้วในมุมมองของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แทบไม่มีคำว่า “เสียดาย” อยู่เลย เพราะเชื่อว่ามนุษย์เราตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ดังนั้นจึงไม่เสียใจทีหลัง

แต่ว่ามนุษย์เรามีอารมณ์มาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นจึงหลีกหนีไม่พ้นความเสียดาย โดยความเสียดายของเรามักจะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลาคิดถึงเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ (Counterfactual Thinking) มากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น เกิดเหตุทำให้มาสนามบินสาย กว่าจะมาถึงก็ 22.02 แล้ว เราจะเสียดายกว่าหากพบว่าเครื่องบินเพิ่งออกไปตอน 22.00 และจะไม่เสียดายเท่าหากรู้ว่าเครื่องบินออกไปตอน 21.30 เพราะเราคิดว่าโอกาสที่เราจะมาถึงทัน 22.00 นั้นมีมากกว่าโอกาสที่จะมาถึงก่อน 21.30

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่โหดร้ายหน่อย คือเกิดเหตุการณ์เครื่องบินตก มีกลุ่มผู้โดยสารอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวนี้อยู่แล้ว กับอีกกลุ่มคือกลุ่มที่เปลี่ยนตั๋วจากไฟลท์อื่นมาเป็นไฟลท์นี้ เราคงจะรู้สึกเสียใจและเสียดายแทนคนกลุ่มที่สองมากกว่า เพราะมันมีโอกาสที่เขาจะไม่โชคร้ายต้องเปลี่ยนมาเป็นไฟลท์นี้

นอกจากนี้แล้ว ความเสียดายยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. เสียดายในสิ่งที่ทำลงไป และ 2. เสียดายในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ

งานสำรวจผู้สูงอายุที่ใกล้เสียชีวิตนั้นบ่งบอกว่า พวกเขาส่วนใหญ่เสียดายในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำมากกว่า ในขณะที่ถ้าเป็นคนอายุน้อย ๆ นั้นจะเสียดายในสิ่งที่ทำลงไปมากกว่า ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ความเจ็บปวดจากความเสียดายในสิ่งที่ทำลงไปแล้ว แม้จะเจ็บหนัก ณ ขณะนั้น แต่ก็หายเร็วกว่าความเสียดายในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำที่เจ็บนิ่ง ๆ แต่เจ็บนาน นั่นก็เพราะคนเรามีภูมิต้านทานต่อความผิดหวัง

เมื่อเราทำอะไรไปแล้วมันไม่ได้ดังใจ เราจะหาเหตุผลมาสนับสนุนได้เสมอ เช่น สมมติว่าไปสัมภาษณ์งานแล้วไม่ได้ เราก็จะปลอบใจตัวเองว่า “เราคงยังมีประสบการณ์ไม่พอ” “ไอ้คนสัมภาษณ์มันตาถั่ว” “บริษัทนี้ก็ดูไม่น่าทำงานด้วยขนาดนั้นหรอก”

แต่ถ้าเป็นความเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้ทำ เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ของมัน เราจึงไม่สามารถหาอะไรมาปลอบใจตัวเองได้นั่นเอง

ดังนั้น สำหรับใครที่ยังเด็ก ๆ แล้วไม่กล้าทำนู่นทำนี่เพราะกลัวผิดหวัง ก็อย่าลืมว่าจิตใจเราสามารถหาเหตุผลคำปลอบใจมาเยียวยาได้เสมอแหละ เพราะฉะนั้นอยากทำอะไรก็ทำเลย ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ แล้วจะมาเสียใจเสียดายในตอนใกล้ตาย

8. อารมณ์ที่หลากหลายและพฤติกรรมที่ตามมา

ถึงจุดนี้หลายคนน่าจะเริ่มเชื่อแล้วว่ามนุษย์เราส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ บทนี้จะมาสรุปว่าอารมณ์ต่าง ๆ นั้นส่งผลกับพฤติกรรมของเราอย่างไรบ้าง?

อารมณ์เศร้า (Sadness)

  • ไม่ค่อยสนคนอื่น เพราะมัวแต่โฟกัสกับตัวเองว่าทำยังไงจะมีความสุขมากขึ้น
  • อยากเปลี่ยนแปลงจุดที่ตัวเองยืนอยู่ เปลี่ยนยังไงก็ได้ขอให้เปลี่ยน จึงอาจทำให้ตัดสินใจชั่ววูบไป

ความรู้สึกขยะแขยง (Disgust)

  • ส่งผลต่อระบบการตัดสินใจในเรื่องความผิดชอบชั่วดี เหมือนที่เขียนไว้ในบทที่ 4
  • ทำให้เราอยากจะล้าง (Purge) ด้วยการให้หรือขายไปทั้งหมด เพื่อขจัดความรู้สึกนี้ออกไป

อารมณ์โกรธ (Anger)

  • ทำให้ยอมเสี่ยงในสิ่งที่ปกติจะไม่กล้า รวมถึงประเมินความสำเร็จจากความเสี่ยงนั้นไว้สูงเกินจริง
  • อาจเสี่ยงในเรื่องที่ไม่ควรเสี่ยง เช่น กินของไม่ดีต่อสุขภาพ ขับรถฝ่าไฟแดง ฯลฯ

อารมณ์ดี (Happiness)

  • มองอนาคตในแง่ดีกว่าปกติ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น
  • มักจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าปกติตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว
  • อาจจะไม่แคร์พฤติกรรมที่ไม่ดีของคนอื่นเท่าไรนัก ตราบใดที่ตัวเองไม่ได้รับผลกระทบ

อารมณ์เบื่อ (Boredom)

  • ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาเดินไปช้ามาก
  • อาจช่วยให้เรามองหาสิ่งแปลกใหม่มากกว่าเดิม เช่น มองหาเป้าหมายใหม่ ๆ ในชีวิต

ความเครียด (Stressfulness)

  • มักจะไม่คิดเรื่องอื่นนอกจากสิ่งที่กำลังทำให้เครียด อาจส่งผลให้ความสามารถในการควบคุมตัวเอง (Self-Control) ลดลง เวลาทำงานเครียด ๆ เราจึงมีแนวโน้มหาของกินที่ไม่เป็นประโยชน์
  • ประสิทธิภาพของการตัดสินใจที่มีผลระยะยาวอาจลดลงเพราะความเครียด งานวิจัยยังระบุว่าความเครียดเรื่องเงินส่งผลต่อไอคิวที่ลดลงด้วย

9. มนุษย์อารมณ์ในสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ถึงตรงนี้เราคงยอมรับแล้วว่ามนุษย์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ล้วน ๆ เพราะถ้าใช้เหตุผลจริง ๆ เราคงมีความรู้สึกเสียใจหรือเสียดายน้อยกว่านี้มาก ๆ ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะตัดสินใจเลือกตัวเลือกที่ทำให้เรามีความสุข ณ เดี๋ยวนั้น มากกว่าจะคิดถึงความสุขที่ยั่งยืนในอนาคต

เมื่อเรารู้ธรรมชาติของเราอย่างนี้แล้ว เราจะรับมืออย่างไรดี? แน่นอนว่าไม่ใช่การทู่ซี้เอาเหตุผลเข้าสู้กับอารมณ์ (เพราะคงเป็นเรื่องยาก) แต่เป็นการเอา “อารมณ์สู้อารมณ์” ต่างหาก

ถ้าใครนึกภาพไม่ออก มันคือการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการใช้อารมณ์อีกแบบมาสู้กับอารมณ์ที่เราต้องการกำจัด เช่น สมมติว่าเราอยากลดน้ำหนัก แต่ไม่สามารถเอาชนะอารมณ์ขี้เกียจออกกำลัง และอารมณ์โหยหาอาหารขยะได้สักที เราอาจจะใช้วิธีบอกเพื่อนว่า “ถ้าเดือนนั้นฉันไม่ไปออกกำลังกายและกินอาหารสุขภาพตามที่กำหนดไว้ ก็เอาเงินฉันไปเลย” วิธีนี้เป็นการเอาอารมณ์ไม่อยากเสียเงินมาสู้กับอารมณ์ขี้เกียจ ซึ่งก็จะช่วยฉุดรั้งให้เรามีพฤติกรรมที่เราต้องการมากขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่าภาครัฐและเอกชนต้องการให้คนออมเงินมากขึ้น แทนที่จะมีตัวเลือกว่า “ถ้าอยากแยกเงินเดือนออกมาเป็นเงินเก็บ ก็เข้ามาสมัครกองทุนนี้สิ” กลับเปลี่ยนเป็น “ถ้าไม่อยากแยกเงินเดือนออกมาเป็นเงินเก็บ ก็ออกจากโครงการนี้” ก็จะสามารถช่วยให้คนออมเงินเยอะขึ้นได้ นี่คือวิธีเปลี่ยนจากการ Opt-in เป็น Opt-out แทน ง่ายนิดเดียวแต่ได้ผลมาก เพราะคนส่วนใหญ่มักจะขี้เกียจเปลี่ยนตัวเลือก มักจะยึดตัวเลือก Default เดิมอยู่แล้ว ฉะนั้นการทำให้การออมเงินเป็น Default ก็มีแนวโน้มจะทำให้คนออมเงินเยอะกว่า

สุดท้าย สมมติว่าภาครัฐต้องการให้คนขับขี่อย่างถูกกฏหมายมากขึ้น ก็สามารถใช้วิธีนำกล้องไปจับภาพทะเบียนรถ หากใครขับรถฝ่าฝืนกฏ จะต้องเสียค่าปรับ ส่วนใครขับรถดี มีสิทธิ์ลุ้นรับเงินรางวัลที่เป็นค่าปรับเก็บมาจากคนขับรถฝ่ากฏ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คนก็ไม่อยากขับผิดกฎเพราะไม่อยากเสียเงินให้คนธรรมดาที่ไหนก็ไม่รู้ที่ได้เงินเพียงเพราะขับรถดี (ให้รัฐบาลยังเข้าใจได้กว่า) ส่วนคนขับรถดีอยู่แล้วก็จะขับต่อไป เพราะมีโอกาสลุ้นเงินรางวัลนั่นเอง

สรุปส่งท้าย

เล่มนี้เป็นเล่มที่ 3 ของ อ. ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ที่เราได้อ่าน ส่วนตัวเราชอบสไตล์การเล่าเรื่องวิชาการให้เข้าใจง่าย เหมือนอ่าน Pocket Book อ่านเล่นทั่วไป ทำให้รู้สึกว่างานวิจัยหรือทฤษฎีต่าง ๆ ที่ถูกบอกเล่าผ่านหนังสือนั้นเป็นเรื่องสนุกและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราจริง ๆ

โดยส่วนตัวเราชอบเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิทยาและการตัดสินใจของคนอยู่แล้ว การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนเป็นการทบทวน แล้วก็ได้รู้แนวคิดอะไรใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน แนะนำเลยสำหรับใครที่สนใจแนวนี้เหมือนกัน

One thought on “สรุปหนังสือ The Emotional Man: มนุษย์อารมณ์

Add yours

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: