รีวิวงาน iCreator Conference 2019: ความท้าทายของการทำคอนเทนต์ในยุคมหาสมุทรสีเลือด

คำเตือน: บทความนี้ตัวหนังสือล้วน เพราะอนิจจานั่งข้างหลังถ่ายรูปไม่ชัดจ้า

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปงาน #iCreatorConference2019 ที่สามย่านมิตรทาวน์ จัดโดยเว็บไซต์ RAiNMAKER ซึ่งถือเป็นงานที่ใหญ่มาก และแมสมากเพราะบัตรขายหมดไวแบบเกลี้ยงๆ พอไปถึงงานก็เจอคนล้นหลามชนิดว่าไม่หลงแน่นอน

เมื่อขึ้นมาถึงชั้น 5 ก็จะเจอกับบริเวณลงทะเบียนเข้างาน ที่เราจะต้องสแกน QR Code ของตั๋ว ก่อนจะได้รับบัตรห้อยคอเข้างาน และของที่ระลึกอย่างสติกเกอร์ที่คนทำงานเห็นเป็นต้องร้องว่า นี่มันชีวิตจริงชัดๆ

งานเริ่มช้ากว่ากำหนดไปประมาณ 30 นาที แต่ถึงอย่างนั้น session รอบเช้าก็ถือว่าทำเวลาได้ดีนะ เพราะจบเวลาประมาณเที่ยงนิดๆ ได้ สำหรับรีวิวนี้เราจะขอสรุปแบบเนื้อๆ บางส่วน อาจจะไม่ละเอียดเท่าไรเพราะจดมาได้ไม่มาก แต่จะพยายามขยายความสิ่งที่จดมาได้นะ หากมีผิดพลาดคลาดเคลื่อนตรงไหนก็ทักมาบอกได้จ้า

งานช่วงเช้า ที่ The Main Stage

Keynote: The Content Creator
โดย คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ (khajochi) เจ้าของบริษัท The Zero Publishing

Session นี้จะเป็นการบอกเล่าภาพรวมของปรากฏการณ์คอนเทนต์ในเมืองไทย ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมากๆ เพราะคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตกันเยอะขึ้น แถมยังเลือกที่จะเชื่อแบรนด์จาก “คอนเทนต์” มากกว่า “โฆษณา” อีก ดังนั้นนี่จึงเป็นเวลาทองของคนทำคอนเทนต์ เราจึงได้เห็นคอนเทนต์ไหลมาเทมาอย่างมโหฬารมากขึ้น

มีสถิติที่น่าสนใจคือ รีเสิร์ชจากสหรัฐฯ บอกว่า เด็กที่นู่นอยากทำอาชีพ Youtuber มากกว่านักบินอวกาศอีก ด้านผู้สร้างรายได้บน Youtube ตอนนี้ก็ย้ายฝั่งจากพวกศิลปินนักร้อง ไปเป็นฝั่งผู้สร้างคอนเทนต์แล้ว

ทางฝั่งประเทศไทย เราจะได้เห็นคอนเทนต์ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่คลิปโฆษณาที่เน้นไวรัลแล้วขายของตอนจบอีกต่อไป เดี๋ยวนี้คลิปขายกันโต้งๆ อย่างของพี่เอ็ด 7 วิก็ได้รับความนิยม การไลฟ์สดขายซีฟู้ดแบบบังฮาซันจากจังหวัดสตูลก็เปรี้ยงปร้าง เว็บเฉพาะทางอย่าง Spaceth.co ของเด็กมัธยมก็ชนะรางวัลได้ รวมถึงวิธีการนำเสนอใหม่ๆ อย่าง Podcast และดีเบตการเมืองของ The Standard ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน แสดงให้เห็นเลยว่าโลกของคอนเทนต์ยังคงก้าวต่อไป และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้คนก็เข้าถึงช่องทางการทำคอนเทนต์มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่จังหวัดไหน จะอายุเท่าไร การทำคอนเทนต์ไม่ได้มีการจำกัดใครอีกต่อไป

What’s Next on Youtube
โดย คุณมุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย

Youtube ถือเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากๆ ในประเทศไทย โดยสถิติจาก Youtube เผยว่าวิดีโออันดับ 1 ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราก็หนีไม่พ้นประเภทบันเทิง (Entertainment) นี่ละ ถ้าอยากได้ใจคนไทยส่วนใหญ่ ก็ต้องทำอะไรบันเทิงๆ คลายเครียดไว้ก่อน

แต่ๆๆ อย่าเพิ่งถอดใจไปสำหรับใครที่ไม่ถนัดแนวนี้ เพราะคุณมุกพิมก็แย้มๆ ว่าวิดีโอประเภทอื่นๆ ก็เริ่มตีคู่มาเหมือนกัน เช่น แนวการศึกษา (Education) ถือเป็นเทรนด์ใหม่ อย่างรายการสอนภาษาอังกฤษนี้ก็ได้รับความนิยม อีกประเภทนึงที่ถือเป็นม้ามืดคือวิดีโอแนว how-to ต่างๆ เช่น ซ่อมเครื่องมือเครื่องใช้ หรือปลูกต้นไม้ต่างๆ ซึ่งยอดวิวส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด ถือเป็นอีกหมวดหนึ่งที่คนชอบเสิร์ชหา

นอกจากนี้ คุณมุกพิมยังใบ้ให้อีกว่า ตอนนี้ประเทศไทยเรายังไม่ค่อยมีวิดีโอแนววิเคราะห์ข่าวเท่าไร หากใครสามารถทำได้ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในเจ้าแรกๆ ที่จะมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้ อย่างไรก็ดี คุณมุกพิมย้ำว่า เคล็ดลับของการทำวิดีโอให้มีคนติดตามอย่างยั่งยืน ก็คือการทำอะไรที่เราชอบและสนใจจริงๆ อย่าหลอกตัวเองและคนดู เพราะคนดูสมัยนี้เค้ารู้หมดแหละ ว่าใครจริงใครปลอม ไม่ใช่ว่าเห็นเทรนด์อะไรกำลังมาแรง ก็ต้องทำตามเขา ให้ถามใจเราก่อนว่า อยากทำจริงๆ ไหม

Facebook Tools for Content Creators
โดย คุณป๊อปปี้ ธารินาฏ ภัทรรังรอง Strategic Partner Manager, Creators and Public Figures จาก Facebook

มาถึง Facebook อีกหนึ่งแพลตฟอร์มยอดนิยมของคนไทย ซึ่งมีของเล่นเยอะมาก อย่างตอนนี้ที่ทาง Facebook กำลังโดดเด่นคือแพลตฟอร์มวิดีโออย่าง Facebook Watch, News Feed, Groups, IGTV และ Stories

หัวใจหลักของคนทำคอนเทนต์ที่ทางคุณป๊อปปี้แนะนำมา คือ 1. การสร้างฐานแฟนที่จะจงรักภักดีกับเรา พยายามดูแลพวกเขาให้ดี 2. จงสร้างคอนเทนต์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง อย่าไปเลียนแบบคนอื่น และ 3. ทำวิดีโอแบบยาวๆ จะได้รับคะแนน Ranking จาก Facebook ที่ดีกว่า

เน้นย้ำอีกครั้งว่า “ทำยังไงก็ได้ให้คนกลับมาหาเรา และ ทำให้พวกเขาอยู่กับเราให้นานที่สุด” นี่คือสิ่งที่สำคัญมากที่คุณป๊อปปี้ฝากไว้

อยากสร้างฐานแฟนที่มั่นคงต้องทำยังไง คุณป๊อปปี้มีแนะนำไว้ดังนี้

  • เข้าไปพูดคุยด้วยบ่อยๆ
  • ทำ Watch Party ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์การรับชมร่วมกัน จากสถิติแล้ววิดีโอจะได้รับคอมเม้นท์เพิ่มถึง 8 เท่าของวิดีโอปกติ!!
  • ทำโพล
  • ทำวิดีโอเป็นพรีเมียร์ ให้แฟนๆ รู้สึกว่า นี่เป็นการฉายครั้งแรก ไม่เคยฉายที่ไหนมาก่อน เหมาะมากสำหรับคอนเทนต์สดๆ ใหม่ๆ
  • เปิดระบบ Top Fans เพื่อจะได้เห็นว่าท่ามกลางแฟนคลับมากมายของเรา มีใครบ้างที่มา engage กับเราบ่อยๆ

Future of Online Media
โดย คุณเคน นครินทร์ The Standard, คุณหวี พงศ์พิพัฒน์ The Matter และ คุณเอ็ม ขจร MangoZero

Session นี้เป็น Panel โดยมีผู้พูด 3 ท่าน เลยจะขอสรุปทีละท่านเนอะ

คุณเคน นครินทร์ The Standard

  • คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมของ The Standard คือ ข่าวด่วน คอนเทนต์พัฒนาตัวเอง และพอดแคสต์
  • ควรทำคอนเทนต์ที่เป็นต้นฉบับของตัวเอง (Original) ทำให้แตกต่างและโดดเด่น จงเข้าใจจุดแข็งของตัวเอง บางทีคอนเทนต์บางประเภทอาจจะไม่เหมาะกับเรา อย่าง The Standard เคยทำข่าวบันเทิงแต่ก็ไม่ปัง คนอ่านไม่ชอบ คือเหมือนคนอ่านเขาคาดหวังไว้อยู่แล้วว่าต้องการอะไรจากเรา ดังนั้น เราไม่ต้องทำครอบจักรวาล เราแค่หาสิ่งที่เราถนัด และคนอ่านต้องการจากเราให้เจอ
  • ตอนนี้สมรภูมิคอนเทนต์กลายเป็นศึกทะเลแดงเดือด หรือ Red Ocean ไปแล้ว เพราะมีคนลงมาเล่นเยอะมาก การแข่งขันสูงมาก เราจะเริ่มเห็นบริษัทใหญ่ๆ ลงมาเล่นสมรภูมิคอนเทนต์มากขึ้น เพราะพวกเขาเริ่มปรับตัว ไม่ใช่แค่รายย่อยๆ ที่ทำแล้ว ดังนั้นการแข่งขันน่าจะดุเดือดขึ้น ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มเดิมๆ ก็เริ่มเต็ม เริ่มลูกเล่นหมด ฉะนั้นผู้สร้างคอนเทนต์จึงมีแนวโน้มตามหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ เพื่อขยายขีดจำกัดตรงนี้
  • เมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่า Content is King และคุณเคนเคยเสริมว่า Presentation is Queen แต่คุณเคนบอกว่าสมัยนี้ไม่น่าจะพอ ต้องเป็น Content Strategy is The Kingdom นั่นคือ แค่คอนเทนต์เฉยๆ อาจจะไม่พอแล้ว ต้องเพิ่มกลยุทธ์เข้าไปด้วย
  • ปัจจุบันดูเหมือนแค่ประสบการณ์ออนไลน์นั้นไม่เพียงพอซะแล้ว อาจจะต้องสร้างประสบการณ์แบบออฟไลน์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดอีเว้นท์ การจัดสัมมนา ฯลฯ
  • ต้องรู้ว่าเป้าหมายของการสื่อสารคืออะไร เพื่อที่เราจะได้ทำคอนเทนต์ให้เจาะจงยิ่งขึ้น แบรนด์เริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งสำคัญของคอนเทนต์คือผลลัพธ์ของมันในเชิงว่ามันส่งผลอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติอย่างยอด Reach หรือ Like ที่บางทีไม่ได้ส่งผลอะไรเชิงธุรกิจเลย
  • ผู้อ่านหรือผู้ติดตามที่จงรักภักดีกับเรานั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ควรฟังฟีดแบ็กจากผู้รับสื่อให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้ปรับตามได้ และทาง The Standard ก็เริ่มโฟกัสกับการใช้ Big Data มาช่วยวิเคราะห์ผลลัพธ์แล้ว
  • โฆษณาจะเริ่มมีความ Personalized มากขึ้น หากโฆษณาตรงกับกลุ่มเป้าหมาย พวกเขาก็จะรับฟัง
  • จงคงความเป็นรากฐานของตัวเองไว้ แต่ขณะเดียวกันก็จงปรับตัวไปพร้อมๆ กับโลกที่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

คุณหวี พงศ์พิพัฒน์ The Matter

  • คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมของ The Matter คือคอนเทนต์หัวข้อจริงจัง แต่บอกเล่าอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด
  • เห็นด้วยว่าสื่อกำลังเจอความท้าทาย เพราะคู่แข่งเยอะมาก คอนเทนต์ล้น แต่ขณะเดียวกันในฝั่งของผู้รับสื่อ ถือเป็นเรื่องดีเพราะมีเรื่องให้เสพหลากหลายมากขึ้น ปีหน้าคาดว่าสื่อต่างๆ น่าจะพยายามสร้างความโดดเด่นของตัวเอง
  • แม้จะมีความสำเร็จที่เกิดขึ้นในอดีต แต่สื่อต่างๆ ก็ไม่อยากลอกเลียนแบบความสำเร็จนั้น เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์เปลี่ยนไปตลอดเวลา อะไรที่เคยปังสมัยนู้น สมัยนี้ก็ไม่ได้ผลแล้ว
  • บริษัทควรสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง แบบที่แม้เจ้าของหรือหัวหน้าไม่อยู่ด้วยแล้ว ก็ยังสามารถดำเนินการไปได้อย่างไม่ติดขัด
  • จงชั่งน้ำหนักระหว่าง Core Value และ ผลประโยชน์ทางธุรกิจให้ดี

คุณเอ็ม ขจร MangoZero

  • คอนเทนต์ยอดนิยมของ MangoZero เคยเป็นพวกคอนเทนต์ทันเวลา (Real-Time) ตอนนี้จะเป็นไลฟ์แบบมีส่วนร่วมได้ (Interactive Live) ซึ่งมีคนดูวิดีโอนานมากขึ้นถึง 300%!
  • เราถึงจุดที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ผุดเยอะจนเริ่มมีความคล้ายคลึงกันไปหมด เช่น วิดีโอแต่งหน้าก็แนวเดียวกันหมด วิดีโอเพจอาหารก็คล้ายกันไปหมด แยกไม่ออกว่าเป็นของเจ้าไหน นั่นอาจเป็นเพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีกฏทองที่ชัดเจน เช่น ทวิตเตอร์โพสได้ 4 รูป ทุกคนก็จะมาทรงนี้หมด ดังนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือทำยังไงก็ได้ให้คนจำคุณได้
  • ความท้าทายของสื่อยุคนี้คือคน ในยุคที่เด็กรุ่นใหม่มีสกิลแบบ all-in-one ทำได้หลายอย่างในคนคนเดียว ผู้ใหญ่ในองค์กรที่อยู่มาก่อนก็อาจจะเริ่มลำบาก ความยากคือจะทำยังไงให้ผู้ใหญ่สามารถปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงนี้ได้
  • สื่อควรมีความสามารถที่จะคิดไอเดียตั้งต้นได้ อย่าทำเพียงแค่รอจากบรีฟลูกค้า

How Brand Adopt Content Marketing
โดย คุณศิวลี บูรณสงคราม Head of Brand Management ของ AIS
คุณจิตราวิณี วรรณกร First Senior Vice President ของ Kasikorn Bank
คุณจตุรวิธ ฉัตตะละดา Brand Strategy & Innovation ของ Samyan Mitrtown

เป็นอีกการสนทนาแบบ Panel ที่เวียนมาทางฝั่งบริษัทใหญ่ๆ บ้าง โดยรวมแล้วจะเป็นการพูดถึง Case Study ที่ผ่านมา โดยหัวใจหลักของการสนทนา Session นี้คือ บริษัทควรมีการปรับตัวให้ทันข่าวสารอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น AIS ที่ปล่อยแคมเปญล้อไปกับละครบุพเพสันนิวาส ซึ่งเป็นอะไรที่ real-time มากๆ หากทำแบบสมัยก่อน ที่ต้องค่อยๆ วางโครง วาดสตอรี่บอร์ด ถ่ายทำ ก็คงไม่ทันแน่นอน ทาง AIS นั้นจะมีการตั้งคำถามเสมอว่า “โฆษณาแบบไหนที่คนไม่อยากดู” พวกเขาจึงมุ่งทำโฆษณาที่ดูไม่เหมือนโฆษณา

ทางฝั่ง Kasikorn Bank ก็ได้ทำคอนเทนต์ที่สวนกับภาพลักษณ์จริงจังของธนาคาร ด้วยการปล่อยคอนเทนต์ที่ดูแล้วอมยิ้ม สบายๆ อย่างเช่นงานโฆษณาที่กำกับโดยคุณเต๋อ นวพล ก็ถือว่าฉีกแนวมากๆ ส่วนฝั่ง Samyan Mitrtown นั้นให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ หรือ Awareness มากๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่าตัวห้างฯ เพิ่งเปิดเมื่อไม่นานมานี้ แต่เราได้ยินชื่อมันมานานแล้ว โดยทาง Samyan Mitrtown เขาได้เปิดเพจทำคอนเทนต์มาตั้งแต่ปี 2017 แน่ะ! จะเป็นคอนเทนต์ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นนิสิตย่านนี้ไปเลย ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

จบไปแล้วกับช่วงเช้า ช่วงบ่ายนั้นมีความเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก เพราะงานแบ่งออกเป็น 3 ห้อง ได้แก่ ห้อง Media, Creative และ Geek ซึ่งนั่นหมายความว่ามีหัวข้อที่เราอยากฟัง แต่หัวข้อเหล่านั้นดันจัดเวลาตรงกัน อยากแยกร่างขึ้นมาเลยทีเดียว สุดท้ายก็ต้องเลือกเอาแค่สิ่งที่อยากฟังที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ ก็ได้ออกมาตามนี้…

และเนื่องจากเราเข้าไม่ทัน Session แรกของช่วงบ่าย จึงขอข้ามไป Session ที่สองเลยเนอะ

Podcast 101
โดย คุณพลสัน นกน่วม / กตัญญู สว่างศรี GetTalks และ คุณบิ๊กบุญ ภูมิชาย The Standard

เราเคยฟัง session นี้จากสัมมนาครั้งก่อนมาแล้ว ครั้งนี้เลยรู้สึกว่าไม่ละเอียดเท่าครั้งก่อน แต่ก็ยังฟังสนุกอยู่ดี และถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับสื่อชนิดนี้ โดยพอดแคสต์นั้นถือเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนเล่าเรื่องเก่งผ่านการพูด แต่แค่พูดเก่งก็ยังไม่พอหรอก ต้องรู้ด้วยว่าคนฟังเค้าอยากฟังอะไร ในกรณีที่พอดแคสต์เรามีการขายของ ก็ไม่ควรที่จะงุบงิบๆ แล้วเนียน บอกไปเลยตรงๆ เพราะคนเค้าต้องการความโปร่งใส บางทีขายของมาแล้วไม่ตรงกับสไตล์ของเนื้อหา คนก็เทเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าจะรับโฆษณา ก็ควรดูให้มั่นใจว่าเราจะสามารถทำคอนเทนต์ที่ตรงกับโฆษณาและผู้รับฟังได้ในเวลาเดียวกัน

Real-Time Content for Brand
โดย Major, Pentel, Grab

สามเจ้านี้ขึ้นชื่อเรื่องการทำคอนเทนต์แบบ Real-Time ขั้นสุด โดยทั้งสามเจ้าก็นำ Case Study มาให้รับชมกัน พร้อมทั้งให้เคล็ดลับหลายๆ ข้อไว้ด้วย

Pentel

  • หัวใจหลักคือ “ช่วงเวลาที่ใช่” “ข้อมูลที่ใช่” “ตรงกับแบรนด์”
  • ในอดีตเพนเทลเคยใช้กลยุทธ์อย่างการพาตัวเองไปอยู่ในเทรนด์ปัจจุบัน เช่นตอนแอ๊ปเปิลออกไอโฟนมาใหม่ๆ ก็ออกโฆษณาที่ล้อกับไอโฟนออกมา
  • ตอนมีหนัง Friendzone ก็ใช้ Insight ของเด็กนักเรียนมาบิดโฆษณาให้ได้กลิ่นอายของชีวิตในโรงเรียน
  • นอกจากนี้ คอนเทนต์ Real-Time บางทีก็สามารถกลายเป็น Lifetime content ได้เลย คืออยู่ได้นานกว่าช่วงเวลานั้นๆ เช่น โฆษณาตัวที่เชื่อมโยงกับการไปเกณฑ์ทหาร ยังคงมีการแท็กและคอมเม้นท์อยู่เรื่อยๆ

Major

  • เมเจอร์บอกว่าวันนึงออกคอนเทนต์เยอะมาก ประมาณ 70 คอนเทนต์!! นั่นเพราะโปรดักต์คือหนัง ซึ่งมีอะไรให้เล่นเยอะมาก
  • อย่างไรก็ดี บางทีมันก็มีขอบเขต เช่น ถ้าเป็นเพจของบริษัท ก็คงไม่สามารถเล่นนอกลู่นอกทางได้มากเกิน เพราะอาจกระทบต่อชื่อเสียง ทางเมเจอร์เองก็เคยพลาดมาบ่อยครั้ง ทำให้เกิดกระแสดราม่า แต่ทุกครั้งก็ทำให้ได้เรียนรู้
  • ก่อนทำคอนเทนต์ ควรตั้งจุดประสงค์และเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น KPI คืออะไร? ทำยังไงให้ผู้บริหารยอมรับ? ลูกค้าคือใคร? จะใช้ภาษาอะไรสื่อสาร? ความสนใจอื่นๆ ของลูกค้าคืออะไร? เครื่องมือที่ใช้คืออะไร? สินค้าบริการแมตช์กับการตลาดแบบ Real-Time ไหม? คิดซ้ำๆ ว่าจุดประสงค์ของการทำคอนเทนต์นี้คืออะไร?
  • สิ่งที่ไม่แนะนำให้ทำ คือ การโต้ตอบเร็วเกินไปโดยไม่ทันไตร่ตรอง ทำอะไรที่เสี่ยงไป (รอช้าแต่ชัวร์หน่อยก็ได้) และอย่าทำแค่เพื่อหวังยอด Reach ต่างๆ
  • สิ่งที่แนะนำให้ทำ คือ มีความระมัดระวัง ไตร่ตรองครุ่นคิดให้ดี เป็นตัวของตัวเอง เตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่แย่ที่สุด วางแผนสำรองไว้เสมอ

Grab

  • เน้นความรวดเร็ว แม่นยำ เข้าถึงกระแสคนหมู่มาก เช่น เล่นกับพวกวันหยุด หรือ อีเว้นต์ต่างๆ
  • แม้กระทั่งเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงในพื้นที่ต่างๆ ก็ใช้ความเห็นอกเห็นใจในการสร้างโปรโมชั่นได้ เป็นการสร้างกระแสทางบวกให้กับแบรนด์
  • เนื่องจาก Grab ไปอยู่ในหลายภูมิภาค จึงต้องมีการทำความเข้าใจบริบทของที่ต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อให้เข้าถึงวัฒนธรรมนั้นๆ

How to Create Effective Interview
โดย คุณเบลล์ จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ Editor in Chief – a day

นี่เป็น Session ที่จัดเต็มมากที่สุดสำหรับเรา ความรู้อัดแน่นมากๆ และรู้สึกว่าใช้ได้จริง โดย Session นี้คุณเบลล์ฉายเดี่ยว มาพร้อมสไลด์แบบ minimal ที่บอกเล่าถึง 25 บทเรียนที่คุณเบลล์ได้เรียนรู้ ผ่านการพูดคุยทำบทสัมภาษณ์กับผู้คนมากมายหลายวงการ เนื่องจาก 25 ข้อนั้นเยอะมาก เราขอสรุปใจความไว้ตรงนี้ละกัน

  • การสัมภาษณ์เหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วละเอียดอ่อนมากนะ ทุกๆ อย่างส่งผลกระทบต่อคำตอบที่เราจะได้รับหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศของสถานที่ สงบหรือพลุกพล่าน หรือวิธีที่เราตั้งคำถามออกไป มันมีทั้งสิ่งที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้คือ การสร้างความประทับใจครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อครั้งแรก การเจอหน้ากันครั้งแรก หรือคำถามแรก
  • จงเริ่มต้นด้วยคำถามที่เปิดกว้าง สบายๆ ง่ายๆ ก่อน ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกผ่อนคลาย ค่อยถามคำถามที่ลึกๆ ในช่วงท้ายๆ ซึ่งถึงตอนนั้น ผู้ถูกสัมภาษณ์ก็จะเปิดใจให้เรามากขึ้นแล้ว
  • การสัมภาษณ์มีอยู่ 3 ช่วงสำคัญ คือ ก่อน-ระหว่าง-หลัง ซึ่งแต่ละช่วงก็ใช้ทักษะต่างกันไป ช่วงก่อนสัมภาษณ์ต้องใช้ทักษะการหาข้อมูล ยิ่งลึกเท่าไรยิ่งดี ช่วงระหว่างสัมภาษณ์ต้องใช้ทักษะการสื่อสารและการฟัง ช่วงหลังสัมภาษณ์คือทักษะการตีความและการถ่ายทอด
  • หลายคนมักจะกลัว กังวล ตอนที่จะไปสัมภาษณ์ใครสักคน คำแนะนำคือ จงหาข้อมูล เตรียมตัวมาให้ดีที่สุด ยิ่งรู้เกี่ยวกับอีกฝ่ายเยอะเท่าไรได้ยิ่งดีเท่านั้น ยิ่งคิดประเด็นคำถามออกมากเท่านั้น ยิ่งรู้จักอีกฝ่ายเท่าไร เราก็ยิ่งผ่อนคลายมากขึ้นเท่านั้น
  • อย่าโดนภาพลักษณ์หรือชื่อเสียงของอีกฝ่ายหลอก ให้มองเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อเรามองได้แบบนี้ เราก็จะเข้าใจ และสามารถถามคำถามที่มีความ “เป็นมนุษย์” มากขึ้น ตัวอย่างเช่น แทนที่จะถามแค่คำถามว่า คุณทำอะไร ก็จะมีคำถามว่า คุณรู้สึกอย่างไร เสริมเข้ามาด้วย มันจะทำให้บทสัมภาษณ์มีองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์มากขึ้น คนอ่านก็จะยิ่งอิน จงมองให้เห็นความธรรมดาในบุคคลพิเศษ มองให้เห็นความพิเศษในบุคคลธรรมดา เพราะทุกคนล้วนเป็นมนุษย์
  • บางทีเราจะกังวลว่า เตรียมคำถามมาพอไหม มากหรือน้อยไปไหม ทางที่ดี แนะนำว่าให้เตรียมคำถามจากประเด็นที่เราอยากรู้ เมื่อตั้งประเด็นเป็นตัวหลัก ก็จะทำให้เราคิดคำถามออกมาได้เรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด คำถามส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่กับ 1. ข้อมูล 2. ความคิด 3. ความรู้สึก ยิ่งคำถามละเอียดเท่าไร คำตอบที่ได้ก็จะยิ่งละเอียดเท่านั้น
  • โพยกระดาษคำถามนั้นไม่จำเป็นเสมอไป แค่มีไว้อุ่นใจก็พอ ไม่ต้องไปยึดติดกับมัน ระหว่างสัมภาษณ์เราควรตั้งใจฟังอีกฝ่าย เพราะบางที การฟังเขาอาจจะทำให้เราได้คำถามใหม่ๆ ที่เราไม่ได้เตรียมมา ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราได้คำตอบใหม่ๆ ที่เราคาดไม่ถึงเช่นกัน นอกจากนี้ การสังเกตลักษณะท่าทางของอีกฝ่ายก็ช่วยให้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร บางที เขาอาจจะไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้ เพราะไม่สบายใจ เราก็จะรู้ว่าไม่ควรเจาะลึกเพิ่ม
  • หากไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือไม่ ก็ใช้คำถามยิงไปหาเขา ใช้คำถามยืนยันว่าเขารู้จริงไหม
  • จงจำความรู้สึกระหว่างสัมภาษณ์ไว้ รู้สึกซึ้ง ฮึกเหิม ได้รับแรงบันดาลใจ? จำให้มั่นแล้วถ่ายทอดออกมาผ่านบทสัมภาษณ์ให้ได้

Creative Idea
โดย คุณเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

อีกหนึ่ง Session ที่น่าสนใจจากผู้กำกับสายติสต์ เราชอบหนังหลายเรื่องๆ ของคุณเต๋อ เลยอยากมาฟังเขาเล่าประสบการณ์ ถือเป็นอีกหนึ่ง Session ที่ฟังสนุก และนี่คือใจความหลักๆ

  • อย่ากลัวที่จะชอบสิ่งที่คนอื่นไม่ชอบ เราต้องกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ หากเรารู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรที่เราชอบจริง ต้องมีสักวันที่เราจะสามารถดึงดูดคนที่ชอบแบบเดียวกันมาหาเราได้
  • จงทำในสิ่งที่คนไม่คาดหวังว่าจะได้เห็น
  • วิธีหาสิ่งใหม่ๆ มาถ่ายทอด มีสองแบบที่แนะนำ คือ 1. อะไรที่เจาะลึกมากๆ กับ 2. เรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น
  • อย่าลืมตรวจสอบไอเดียของเราว่ามันใหม่จริงไหม? บางทีมันอาจจะมีคนเคยทำไปแล้วก็ได้ วิธีที่จะตรวจสอบก็คือ ต้องเสพเยอะ อ่านเยอะ ดูเยอะ ฟังเยอะ ยิ่งเราอินกับเรื่องอะไรมากๆ เราก็จะเห็นว่าคนอื่นๆ เขาเคยทำอะไรมาแล้ว ทำให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น อีกวิธีคือเราอาจจะลองเช็กกับกลุ่มเป้าหมายดูก็ได้ว่าพวกเขาโอเคกับไอเดียนี้ไหม
  • Mass คือสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ความรัก เห็นได้ว่าไม่ว่าอะไรที่เป็นเกี่ยวกับเรื่องรักๆ มักจะได้ใจมวลมหาชน เพราะใครๆ ย่อมคุ้นเคยกับความรักกันทั้งนั้น
  • เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะสำเร็จไม่สำเร็จ จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อลองทำ และปล่อยออกไปเท่านั้น

From Brief to Creative Idea
โดย พี่เอ็ด 7 วิ ญาณวุฒิ จรรยหาญ

Session นี้ก็เป็นไปด้วยความสนุกสนาน พี่เอ็ดมีพลังงานเหลือล้นและปล่อยมุกตลกแบบพูดตรงๆ (พี่ทำเพื่อเงิน!!) สำหรับงานนี้พี่เอ็ดก็มาเล่าประสบการณ์และแชร์เทคนิคคิดงานให้ฟังกัน

  • เมื่อได้โจทย์จากลูกค้ามา พี่เอ็ดจะใช้วิธีการทำ Mind map โดยเริ่มจากสิ่งที่ต้องขายก่อน แล้วดูว่ามีคำศัพท์อะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆ บ้าง พยายามพูดเรื่องราวรอบๆ สินค้าบริการนั้น
  • การทำคลิปบน YouTube กับ Facebook นั้นต่างกันในมุมมองของพี่เอ็ด บน YouTube นั้นผู้คนมีเวลา และมีความตั้งใจอยากมาดูวิดีโอจริงๆ ดังนั้นวิดีโอยาวๆ จึงได้รับความนิยม นอกจากนี้บริบทก็ยืดหยุ่นกว่า หากอยากรอดใน YouTube ขอให้มีความอดทนเป็นพอ แต่ใน Facebook นั้นคนมีความอดทนต่ำกว่า มีเรื่องอื่นๆ ล่อตาล่อใจมากกว่า เช่น อัปเดตข่าวสารจากเพื่อน ดังนั้นหากใครอยากแจ้งเกิดใน Facebook ก็จะยากกว่าหน่อย ต้องกำหนดสไตล์และแนวทางของตัวเองให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ต้องส่งมอบ value ที่มากพอ ให้คนยอมแลกเวลามาดูเรา
  • ในขณะที่เรารู้สึกว่า การแรปขายของ อันเป็นเอกลักษณ์ของพี่เอ็ดนั้นดูยากมาก แต่พี่เอ็ดบอกว่าจริงๆ แล้วการแต่งเพลงแรปมันง่ายมากเลยละ (เออเนอะ ก็ไม่แปลกใจเพราะพี่แกเคยเป็นศิลปินมาก่อน) สิ่งนี้แสดงให้เห็นเลยว่า คนเรามีความถนัดต่างกัน จงหาความถนัดของตัวเองให้เจอ แล้วโฟกัสกับมัน เราก็จะทำมันได้ดี

จบไปแล้วสำหรับการรีวิวงาน iCreator Conference โดยรวมแล้วนี่เป็นงานที่ให้ความรู้และแรงบันดาลใจเยอะมากๆ เชื่อว่าใครที่ได้มาก็น่าจะเต็มอิ่มกลับไปเหมือนกับเรา ชอบการทุ่มเทของผู้จัดงานที่สามารถนำคอนเทนต์ครีเอเตอร์ตัวเป้งๆ ของไทยมารวมตัวกันได้ในวันนี้ หวังว่าในอนาคตจะมีงานดีๆ แบบนี้มาอีกนะ 🙂

ติดตามข่าวสารจาก RAiNMAKER ได้ที่ https://www.facebook.com/rainmakerth/
#iCreatorConference2019

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: