รีวิว Fahrenheit 451 (1953): เมื่อหนังสือกลายเป็นของต้องห้ามและต้องถูกเผาทิ้ง

แค่อ่านหัวข้อเรื่อง เชื่อว่าคนรักหนังสือต้องของขึ้นกันบ้าง

เราเองก็เป็นคนที่ชอบอ่านและสะสมหนังสือมาก มีหนังสือเก็บไว้หลายเล่ม อย่าว่าแต่เผาหรือทำลายหนังสือเลย แค่จะเอาไปทิ้งหรือบริจาคยังทำไม่ลง

ไอเดียพล็อตของ Fahrenheit 451 โดย Ray Bradbury จึงน่าสนใจสำหรับเรามาก อ่านพล็อตคร่าวๆ แล้วพานนึกไปถึงวรรณกรรมเรื่อง Balzac and The Little Chinese Seamstress ที่เคยอ่านสมัยเรียนมัธยม ว่าด้วยการต่อต้านหนังสือต่างชาติในประเทศจีน ช่วงปฏิวัติทางวัฒนธรรม

สำหรับชื่อ Fahrenheit 451 ที่เป็นชื่อเรื่องนั้น มีความนัยก็คืออุณหภูมิ 451 องศาฟาเรนไฮต์ (เทียบเท่า 233 องศาเซลเซียส) คืออุณหภูมิที่หนังสือจะติดไฟและมอดไหม้ จริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับชนิดกระดาษด้วยละ แต่คร่าวๆ คืออุณหภูมิประมาณนี้

IMG_5153

Fahrenheit 451 คือวรรณกรรมแนว Dystopia ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1953 เล่าเรื่องของกาย มอนแท็ก (Guy Montag) นักผจญเพลิงตัวเอกของเรื่อง ในสังคมนี้นักผจญเพลิงไม่ได้มีหน้าที่ดับไฟ แต่มีหน้าที่จุดไฟเผาทำลายหนังสือซึ่งเป็นของต้องห้ามของรัฐต่างหาก นอกจากหนังสือแล้ว พวกเขายังเผาบ้านที่ครอบครองหนังสือเหล่านั้นไว้ด้วย แน่นอนว่ามอนแท็กไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เขาทำหน้าที่ได้ดีมาตลอด แต่วันหนึ่งเขาก็ได้เจอกับเด็กสาวนามว่าคลาริส (Clarisse) เธอเล่าถึงเรื่องราวในอดีตที่ซึ่งผู้คนยังอ่านหนังสือ ในอดีตที่นักผจญเพลิงมีหน้าที่ดับไฟ รวมถึงความคิดความอ่านต่างๆ ที่มอนแท็กต้องตกตะลึงเพราะไม่เคยรู้มาก่อน เขานำสิ่งที่คลาริสพูดกลับมาครุ่นคิดตกตะกอนตั้งคำถามกับตัวเอง แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ค้นพบว่าคลาริสหายตัวไปอย่างลึกลับ เขาสงสัยว่าอาจจะเป็นฝีมือของรัฐ

เมื่อความสงสัยเริ่มเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการที่ไปเผาบ้านแห่งหนึ่งซึ่งหญิงชราไม่ยอมออกมา กลับยึดถือหนังสือไว้และยอมให้ตัวเองมอดไหม้ไปพร้อมๆ กับหนังสือ มอนแท็กก็เริ่มสงสัยว่าหนังสือมันมีดีอะไรนักหนา ทำไมคนบางคนถึงยอมตายไปพร้อมกับมัน และทำไมคนบางคนถึงกลัวมันนัก?

มอนแท็กเริ่มจิ๊กหนังสือจากแหล่งต่างๆ ที่เขาไปเผาบ้านมา เก็บเอาไว้ในบ้านตัวเอง พอได้อ่านเองเขาก็เริ่มสงสัยในสิ่งรอบตัว ว่าทำไมคนเราไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด ทำไมถึงยังมีเครื่องบินรบวนอยู่บนอากาศทั้งๆ ที่ในอดีตมนุษยชาติก็เคยสร้างสงครามมาแล้ว? ทำไมทุกคนถึงเอาแต่หลบอยู่ในกะลา ไม่ได้รู้เลยเหรอว่าโลกรอบข้างเป็นยังไง? เขาเล่าสิ่งที่เขาคิดให้มิลเดร็ด (Mildred) ภรรยาของเขาฟัง แต่ดูท่าภรรยาจะไม่ซื้อไอเดียแถมต่อต้านมากๆ มิลเดร็ดเป็นผู้หญิงกลวงๆ ที่วันหนึ่งเสพติดการเฝ้าอยู่หน้าจอทีวีรอดูโชว์ที่ชอบ ใช้ชีวิตไปตามสายธารที่รัฐมอบให้ ไม่ได้คิดตั้งคำถามอะไร

ความพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อมอนแท็กถูกจับได้ว่ามีหนังสือไว้ในครอบครอง เราก็ต้องมาลุ้นกันว่ามอนแท็กจะหนีเอาตัวรอดได้ไหม แล้วต้องจัดการอย่างไรกับหนังสือที่มีอยู่?

IMG_5154

เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมขนาดสั้นที่มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 องค์ สององค์แรกนั้นเนื้อหาจะค่อนข้างเรียบเรื่อยกึ่งไปทางเฉื่อยๆ หน่อย แต่องค์สุดท้ายจะเร่งสปีดขึ้นมาเพราะตัวเอกจะต้องหนีจากการไล่ล่า ถึงอย่างนั้น ช่วง 2 องค์แรกเราก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อมากมาย เพราะสนใจในโลกของพวกเขาว่ามันมีลักษณะแบบแผนอย่างไร ผู้คนมีความคิดเห็นแบบไหน บทสนทนาโต้เถียงระหว่างตัวละครก็ทำให้เห็นแง่มุมหลายๆ อย่างที่น่าสนใจดี ช่วงสององค์แรกเลยไม่ได้น่าเบื่อเสียทีเดียว แต่กลับสอดแทรกความคิดความอ่านหลายๆ ประเด็น ทำให้อ่านได้อย่างเพลินๆ

ทางด้านภาษาการบรรยาย ฉบับภาษาอังกฤษที่เราอ่านนั้นโดยส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ใช่การบรรยายที่เข้าใจง่ายแบบเห็นภาพ 100% ถ้าเป็นมือใหม่อ่านอาจจะยังงงๆ กับศัพท์สำนวนหลายๆ จุด เพราะมีการใช้ศัพท์ที่ค่อนข้างแอดวานซ์หน่อย (หรือมันเป็นศัพท์เก่าหว่า) สำนวนภาษาก็มีการเปรียบเปรยและอธิบายแบบพรรณนา หลายๆ ครั้งเราเลยไม่เห็นภาพชัดเจนซะทีเดียว แต่ก็เข้าใจนะว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไร เอาเป็นว่าถ้าใครเป็นมือใหม่อ่านภาษาอังกฤษก็อาจจะตะกุกตะกักหน่อย อันนี้หมายถึงแค่เนื้อหาที่เป็นการบรรยายน่ะนะ ส่วนถ้าเป็นการสนทนาของตัวละคร อันนี้ไม่ยาก ใช้ศัพท์ง่ายและประโยคที่กระชับ

Fahrenheit 451 สื่อถึงประเด็นน่าสนใจ มีความกึ่งวิพากษ์วิจารณ์การปกครองแบบปิดหูปิดตาผู้คน เพราะในเรื่องนี้นั้นรัฐบาลแบนหนังสือทุกอย่าง เนื่องจากเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในหนังสือทำให้คน “คิดมาก” เกินไป (นี่ถ้าในเนื้อเรื่องมีอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตน่าจะโดนแบนก่อน) เนื้อหาในหนังสือก็มักจะสามารถตีความได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับคนอ่าน จึงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในกลุ่มคนได้ ไม่เหมือนกับการนำเสนอเนื้อหาผ่าน Mass Media อย่างโทรทัศน์หรือวิทยุซึ่งสื่อได้ชัดเจนกว่า ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดปัญหาด้วยการเผาหนังสือทิ้งให้หมดไปซะเลย จะได้ควบคุมคนได้ง่ายๆ หน่อย ทำให้ทุกคนมีความเหมือนกันหมด ไม่มีใครที่ฉลาดกว่าหรือโง่กว่า

“[Firemen] were given a new job, as custodians of our peace of mind, the focus of our understandable and rightful dread of being inferior; official censors, judges, and executors.” – Captain Beatty

นั่นคือในฝั่งของผู้สนับสนุนการแบนหนังสือ หรือฝั่งผู้ปกครองนั่นละ ในฝั่งของนักวิชาการ มองว่าเหตุผลที่หนังสือนั้นไม่เป็นที่นิยม ก็เพราะหนังสือสามารถบอกเล่าความเป็นจริงของชีวิตได้ สามารถแสดงให้เห็นถึงจุดบกพร่องของชีวิต ซึ่งสื่ออย่างโทรทัศน์หรือวิทยุในเรื่องไม่คิดที่จะบอก โดยเลือกที่จะแสดงแต่ด้านดีและกล่อมหัวคนไปเรื่อยๆ หนังสือนั้นสามารถกระตุกให้คนตระหนักหรือนึกคิดถึงความไม่เพอร์เฟ็กต์ของชีวิต ซึ่งนั่นก็จะทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจ เพราะผู้คนล้วนอยากเสพแต่อะไรที่เพ้อฝันและชวนให้มีความสุข

“So now do you see why books are hated and feared? They show the pores in the face of life. The comfortable people want only wax moon faces, poreless, hairless, expressionless.” – Faber

มาถึงตรงนี้ ก็เริ่มชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ ก็คือเนื้อหาที่อยู่ในตัวหนังสือ หนังสือนั้นทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องส่งสารที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยามที่หนังสือในฐานะรูปเล่มถูกหมายหัวเช่นนี้ ก็ควรจะมีวิธีอื่นในการเสพและรักษาเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือ ตัวละครในเรื่องอย่างกลุ่มนักวิชาการเก่าจึงอ่านหนังสือแล้วจดจำรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ก่อนจะเผาหนังสือนั้นทิ้งไปเพื่อหลีกหนีจากอันตราย พวกเขามุ่งหวังจะส่งต่อความรู้นี้ไปให้ลูกหลานในอนาคต และสำหรับผู้ที่สนใจหรือมีความอยากรู้อยากเห็นในประเด็นดังกล่าว

สิ่งที่มาแทนหนังสือ และได้รับความนิยมมากๆ ก็คือโทรทัศน์และวิทยุ โดยเฉพาะโทรทัศน์ที่ได้รับการเน้นย้ำเป็นพิเศษ มิลเดร็ด ภรรยาของมอนแท็กนั้นเสพติดโทรทัศน์มากๆ สิ่งหนึ่งที่พิเศษของโทรทัศน์ในเรื่องนี้คือเหล่าผู้คนในจอทีวีสามารถเรียกชื่อของผู้ที่กำลังดูอยู่ได้ (ในกรณีนี้ก็คือ คุณนายมอนแท็ก) อันที่จริงแล้ว คนที่อยู่ในทีวีไม่ได้เรียกชื่อจริงๆ หรอก แต่บ้านมอนแท็กมีอุปกรณ์ที่สามารถเติมชื่อลงไปในคำพูดของคนในทีวีได้ (โอ้โห ล้ำ นึกถึงสติกเกอร์ไลน์เติมชื่อ) ฉะนั้น เวลาดูทีวีก็จะรู้สึกเหมือนคนในจอทีวีกำลังคุยกับเรา พอเป็นแบบนี้ ก็ไม่แปลกใจที่มิลเดร็ดจะเสพติด หนำซ้ำ เธอยังมองว่าคนในจอทีวีนั้นเปรียบเสมือนครอบครัว เป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน ดูจะใกล้ชิดยิ่งกว่ามอนแท็กซึ่งเป็นสามีตัวเองอีก ตรงนี้ก็ทำให้เห็นถึงอำนาจของเทคโนโลยี ที่สามารถดึงคนให้ผูกติดกับมัน จนหลงลืมคนสำคัญใกล้ตัวไป

จะเห็นได้ว่า แม้หนังสือจะตีพิมพ์ตั้งแต่ 1953 แต่หลายๆ ประเด็นก็ยังคงเป็นจริงอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปิดกั้นการเสพสื่อ การเข้ามาของเทคโนโลยี การใช้ Mass Media เป็นเครื่องมือโน้มน้าว ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้จะไม่ทุกประเทศ ทุกช่องทาง แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง โชคยังดีที่หนังสือยังอยู่ยงคงกระพันถึงวันนี้ และยังได้รับความนิยมอยู่ แถมยังมีอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นสถานที่ตรงกลางที่ทุกคนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี

โดยรวมแล้ว Fahrenheit 451 เป็นวรรณกรรมสั้นๆ อีกเรื่องหนึ่งที่แนะนำให้อ่าน เนื้อเรื่องอ่านได้เพลินๆ ส่วนบทสนทนานั้นก็อ่านสนุกและกระตุกต่อมความคิดดี ศัพท์ช่วงบรรยายอาจจะชวนให้งงๆ ไปบ้างบางที แต่โดยรวมแล้วก็ยังพอเห็นภาพอยู่ ใครสนใจก็ลองไปหามาอ่านกันได้เลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: