รีวิว The Silence (2019): เงียบปากไว้แล้วคุณจะรอด

มาเพิ่มอีกเรื่องสำหรับหนังแนว “ห้าม” บน Netflix

สำหรับ The Silence นี่ก็คือ “ห้ามส่งเสียง” เพราะไม่อย่างนั้นจะเจอสัตว์ประหลาดมากมายบินพุ่งตรงมาจิกเนื้อ ไอเดียห้ามส่งเสียงนี่ทำให้นึกไปถึงเรื่อง A Quiet Place ที่ออกฉายเมื่อปีที่แล้ว ก็ยิ่งทำให้อยากรู้ว่าเรื่องนี้จะมีจุดแตกต่างไหม แล้วจะสนุกกว่ารึเปล่า

The Silence เล่าเรื่องราวหายนะที่เกิดขึ้นเมื่อนักโบราณคดีเข้าไปสำรวจในถ้ำแห่งหนึ่ง จึงได้พบเจอกับสัตว์ประหลาดโบราณที่รูปร่างเหมือนค้างคาว (เรียกว่า Vesps) และเผลอปลดปล่อยพวกมันออกมาสู่โลกภายนอก พวกมันไวต่อเสียงมาก ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่ได้ยินเสียง แม้เพียงเล็กน้อย พวกมันก็พร้อมมุ่งตรงไปยังเป้าหมาย และกัดกินเหยื่ออย่างไร้ความปรานี

09

02

ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือครอบครัวแอนดรูวส์ อันประกอบไปด้วยผู้เป็นพ่อสายบู๊อย่างฮิวจ์ (Stanley Tucci) ผู้เป็นแม่อย่างเคลลี่ (Miranda Otto) แอลลี่ (Kiernan Shipka) ลูกสาวคนโตที่หูหนวก จู๊ด (Kyle Harrison Breitkopf) ลูกชายคนเล็ก ลินน์ (Kate Trotter) ผู้เป็นยาย ลุงเกล็นน์ (John Corbett) เพื่อนสุดแกร่งของพ่อ และโอทิส สุนัขสุดที่รัก (ดูเหมือนว่าหนังแนวๆ นี้ต้องมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยหนึ่งตัว) ความพิเศษของครอบครัวนี้คือพวกเขาสามารถสื่อสารกันด้วยภาษามือ นั่นก็เพราะแอลลี่ไม่สามารถได้ยินเสียงได้ เธอประสบอุบัติเหตุตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เพราะฉะนั้น ครอบครัวแอนดรูวส์เลยดูเหมือนจะมีความสามารถในการใช้ชีวิตในความเงียบ

เมื่อครอบครัวแอนดรูวส์เห็นสถานการณ์สัตว์ประหลาดบุกเมือง แทนที่จะเก็บตัวอยู่ในบ้านดังที่ทางการกล่าวเตือน พวกเขากลับตัดสินใจออกไปสู้ดาบหน้าด้วยการออกไปอยู่นอกเมือง เพราะคิดว่าน่าจะเงียบสงบปลอดภัยกว่า หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังจะต้องเผชิญการผจญภัยที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ไม่ว่าจะจากตัวสัตว์ประหลาด หรือจากมนุษย์ด้วยกันเองก็ตาม

03

06

The Silence นี่มีเค้าโครงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกัน เขียนโดย Tim Lebbon เราเองก็คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ แต่ก็ไม่เคยอ่าน ตัวพล็อตเรื่องของ The Silence ถ้ามองในแง่ภาพยนตร์นั้นถือว่าไม่น่าแปลกใหม่ เพราะพล็อตแบบนี้เคยถูกเล่นมาแล้วโดย A Quiet Place แถมยังมีหนังพล็อตแนว “ห้าม” อีกหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Bird Box, Don’t Breathe, Lights Out ฯลฯ ถึงอย่างนั้น คอหนังเขย่าขวัญอย่างเราก็ยังอยากดูอยู่ดี

การดำเนินเรื่องของ The Silence นั้นค่อนข้างเชื่องช้ากว่าที่เราคิดไว้ ตอนแรกเราคิดว่าจะตื่นเต้นและลุ้นกว่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่าค่อนข้างเนิบเนือยนะสำหรับเรา มีบางช่วงที่แอบๆ ง่วง แต่หนังก็สามารถฉุดดึงเราให้ออกมาลุ้นต่อได้ด้วยการโยนสถานการณ์เอาตัวรอดแบบเร่งด่วนเข้ามา พอจะช่วยโอบอุ้มหนังต่อไปได้บ้าง ส่วนหนึ่งที่หนังเนือยอาจจะเป็นเพราะตัวละครต้องเงียบเสียงด้วย เลยยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรวมมันนิ่งขึ้นไปอีก

04

12

08

ในแง่ความกดดัน ถามว่าพอมีไหมมันก็มีบ้าง แต่เราว่าไม่มากเท่าไร ถ้าเทียบกับ A Quiet Place เราว่าเรื่องนั้นกดดันกว่า ด้วยความที่ตัวละครมีข้อจำกัดเยอะกว่า ตัวละครถูกบีบให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออกมากกว่า ในขณะที่ The Silence นั้นเรามองว่าตัวละครค่อนข้างมีอิสระ ไม่ได้ถูกจำกัดมากนัก อีกอย่างคือตัวละครค่อนข้างฉลาด เพราะสามารถคิดค้นหาวิธีสร้างเสียงล่อให้สัตว์ประหลาดมารุมแล้วจัดการฆ่าหมู่ได้ ด้วยเหตุนี้ความกดดันและความลุ้นต่อหนังมันเลยมีไม่มากเท่าไร

ทางด้านตัวละคร หนึ่งในคนที่โดดเด่นสุดน่าจะเป็น Kiernan Shipka ซึ่งแสดงเป็นแอลลี่ คงเพราะเราคุ้นเคยเธอจาก Chilling Adventures of Sabrina แถมในเรื่องนี้ยังได้รับบทที่ค่อนข้างพิเศษ คือเป็นคนหูหนวกที่ต้องสื่อสารพร้อมภาษามือตลอดเวลา ช่วงแรกๆ เราก็แอบหวังว่าแอลลี่น่าจะกลายเป็นจุดพลิกผันบางอย่าง เพราะความบกพร่องของเธอนั้นดันสอดคล้องไปกับกฏของหนังที่ว่าห้ามส่งเสียงพอดี แต่กลับกลายเป็นว่าหนังไม่ได้ขยี้ปมตรงจุดนี้มากนัก นอกเหนือไปจากการทำให้จุดนี้ปูทางไปสู่จุดแข็งของครอบครัวแอนดรูวส์ที่สามารถใช้ภาษามือในการสื่อสาร ถ้ามองแบบพื้นๆ ก็ถือว่าปูทางได้ดี แต่ก็แอบรู้สึกเสียดายตัวละครแอลลี่เหมือนกันที่ไม่สามารถต่อยอดอะไรไปมากกว่านี้ได้

05

11

นอกเหนือไปจากสัตว์ประหลาดที่เราคิดว่าทำหน้าที่ของมันได้ดีแล้ว อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกก็คือยังมีภัยจากมนุษย์ด้วยกันเองด้วย เป็นธรรมดาของหนังแนวเอาตัวรอดแหละที่จะต้องเจอมนุษย์เห็นแก่ตัวบ้างเป็นครั้งคราว เรื่องนี้ก็มีเหมือนกันแต่ไม่มากเท่าไร มีแค่ฉากแรกๆ แต่ที่น่าสนใจคือการปรากฏตัวของกลุ่มคนลัทธิลิ้นด้วนตอนท้ายๆ เรื่องมากกว่า ที่ชวนให้เราสงสัยมากๆ จะมาไม้ไหน พวกเขาก่อเหตุวุ่นวายกับครอบครัวแอนดรูวส์ได้พอสมควร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เฉลยอะไรให้พวกเรารู้ไปมากกว่านี้ว่าพวกเขามีจุดประสงค์อะไร โผล่มาทำไม ราวกับว่าหนังใส่เข้ามาเพื่อให้เรื่องราวดูมีสีสันขึ้น แต่เอาเข้าจริงก็แอบรู้สึกว่ามันไร้ทิศทางเหมือนกัน เลยกลายเป็นว่ากลุ่มคนลิ้นด้วนนี่มาแย่งซีนไปจากสัตว์ประหลาดที่ควรจะเป็นตัวเด่นซะอย่างนั้น

01

01

อีกประเด็นที่ขาดไม่ได้ของหนังเอาตัวรอดก็คือการเสียสละ ซึ่ง The Silence ย้ำให้เห็นในหลายๆ ฉาก เล่นเอาจุกไปเลยเหมือนกัน

หนังมีความยาว 1 ชั่วโมง 30 นาที สามารถดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ตอนจบนั้นเรารู้สึกว่าหักดิบไปหน่อย คือแบบอยู่ดีๆ ก็จบเลย แล้วก็สรุปแบบรวดรัดมาก ทำเอาอารมณ์ค้างๆ ไปนิดหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าจบได้แบบชวนให้คิดต่อได้อยู่ พร้อมกับแง่คิดที่ว่าคนเราก็จะต้องวิวัฒน์ไปเรื่อยๆ ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมรอบด้านที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะอยู่รอด

เหมือนกับครอบครัวแอนดรูวส์ที่วิวัฒน์การไม่ใช้เสียงในการสื่อสารมาสักระยะหนึ่งแล้ว และนั่นก็ทำให้พวกเขาอยู่รอดในสถานการณ์แบบนี้

07

10

โดยรวมแล้ว The Silence ถือว่าไม่ได้แย่มากนัก แต่ก็ไม่ได้ดีโดดเด่นมากมาย ถือได้ว่าดูเพลินๆ ไปได้อยู่ แต่คอหนังเขย่าขวัญสยองขวัญแบบฮาร์ดคอร์ตอาจจะไม่ชอบเท่าไร เพราะมันไม่ได้โหดร้ายรุนแรงเลือดสาดมากมาย และไม่ได้ชวนลุ้นระทึกขนาดนั้น สำหรับเรา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: