รีวิว Black Mirror: Bandersnatch (2018): เมื่อคนดูสามารถกำหนดความดาร์กของ Black Mirror ได้เอง

ในที่สุด Black Mirror ก็มีตอนใหม่ออกมาให้ดู!! ในฐานะแฟนซีรีส์เรื่องนี้เราค่อนข้างตื่นเต้น ยิ่งได้ข่าวมาก่อนว่าตัวหนังจะเป็นแนว Interactive หรือก็คือให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมในการเลือกเส้นทางของตัวละครได้ ก็ยิ่งอยากรู้อยากดู

สำหรับตอนล่าสุดของ Black Mirror มีชื่อว่า Bandersnatch ซึ่งเป็นตอนแยกออกมาจากซีซั่น เปรียบเสมือนหนังเรื่องหนึ่งเพราะความยาวอยู่ที่ 1 ชั่วโมงครึ่ง (แม้เวลาดูจริงอาจจะนานกว่านั้นก็ตามเพราะมัวแต่หลงทางในกับดักตัวเลือก)

เนื้อเรื่องของ Bandersnatch ย้อนกลับไปในปี 1984 มีตัวเอกเป็นเด็กหนุ่มโปรแกรมเมอร์นามว่าสเตฟาน ผู้ซึ่งกำลังพัฒนาเกม Bandersnatch ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกัน โดยจุดเด่นของเกมผจญภัยนี้คือผู้เล่นสามารถเลือกเส้นทางให้ตัวละครในเกมได้ เหมือนในนิยายนั่นแหละ

เรื่องทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อสเตฟานตั้งใจจะไปบรีฟเกมของเขากับบริษัทเกมแห่งหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวหลังจากนั้นก็จะมีทางเลือกต่างๆ มาให้เราตัดสินใจ ผลลัพธ์ของการกระทำก็จะแตกต่างกันออกไป บางครั้งก็วนลูปกลับมาจุดเดิม บางครั้งก็เจอทางตัน บางครั้งเรื่องราวก็ไปต่อ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้ตัวละครเดินไปทางไหน

สิ่งหนึ่งที่ต้องชมเลยคือการตัดต่อของหนัง ซึ่งทำได้เนียนกริ๊บไม่ว่าเราจะเลือกทางไหนก็ตาม ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนหนังเรื่องนึงที่เล่นต่อกันไปเลยโดยที่คนดูไม่มีส่วนร่วม (แต่จริงๆ คือมี)

และแน่นอนว่าเรื่องราวที่คนดูสามารถเลือกเส้นทางได้เองนั้นย่อมหนีไม่พ้น bad end หรือก็คือตอนจบที่ไม่สวยเท่าไร (เป็นที่คาดเดาได้กับตระกูล Black Mirror) สำหรับเรื่องนี้คือมี 2 แบบ มีจบไม่สวยแบบจบจริงๆ กับจบไม่สวยแบบให้เราย้อนกลับไปแก้ไขตัวเลือกในอดีตได้ ซึ่งแบบหลังนี่ระบบหนังเค้าก็ดีนะ คือเค้าจะคัดเลือกมาให้เลยว่าเราสามารถย้อนกลับไปจุดตัดสินใจจุดไหนได้ ไม่ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่เริ่มต้น พอเลือกจุดตัดสินใจได้แล้ว ตัวหนังก็จะ fast forward ตั้งแต่ฉากแรกมาจนถึงจุดตัดสินใจที่เราเลือกใหม่

และในหลายๆ ครั้งที่เราวนลูปกลับไป เหตุการณ์ก็ไม่ใช่ว่าจะซ้ำกันทื่อๆ นะ เพราะบางทีเราก็จะเจอรายละเอียดเล็กน้อยที่เปลี่ยนไป เช่น ตัวละครทักประโยคใหม่ว่า “เหมือนเคยเจอกันนะ” ทั้งที่เป็นฉากเดียวกันกับรอบก่อน หรือ การที่ตัวเลือกเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะเป็นฉากเดิมที่เคยเจอมาแล้ว ซึ่งตัวเลือกที่เปลี่ยนไปนี้ก็จะพาเราไปพบเหตุการณ์ใหม่ๆ และอาจจะเจอตอนจบใหม่ก็ได้ เราคิดว่าคนทำคงตั้งระบบไว้อย่างดีเลยว่าหากเราผ่านจุดนี้มาแล้ว ก็ไม่ต้องกลับไปเจอจุดนี้อีก ให้ไปจุดใหม่ได้เลย จะได้ไม่เบื่อ อะไรประมาณนั้น

ทางด้านเนื้อเรื่อง เราขอเขียนถึงไม่มากละกันเพราะเดี๋ยวจะสปอยล์ แต่เอาเป็นว่า Black Mirror ก็ยังสอดแทรกด้านมืดของเทคโนโลยีเข้ามาเช่นเคย แม้ว่ารอบนี้จะไม่ได้ชัดเจนโจ่งแจ้ง มาเป็นแนวสารลับมากกว่า ซึ่งผู้ชมต้องตีความเอาเอง โดยรวมบรรยากาศของหนังยังคงไว้ด้วยกลิ่นอายความดาร์กและเสียดสี  ที่เด็ดคือมีการกัด Netflix เองด้วย ฉากนี้ฮาจริง เป็นฉากที่ฮาแบบป่วงๆ ดี

สรุปแล้ว Black Mirror: Bandersnatch เป็นอีกหนึ่งหนังน่าดูในวันหยุด ย้ำว่าวันหยุด เพราะคุณอาจจะเพลินกับการวนลูปหรือกลับไปเลือกทางเลือกใหม่ๆ เพื่อดูฉากที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และนั่นหมายความถึงเวลาที่อาจจะเกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที สำหรับเรา เราทำเวลาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีพอดี แต่กรณีนี้คือกรณีที่เก็บไม่ครบทุกตอนจบอะนะ คือไปถึงแค่ตอนจบที่เป็นแบบจบจริง (ไม่ต้องวนลูป พอจบก็ขึ้นเอ็นด์เครดิตเลย) ถ้าจะเก็บให้ครบทุกฉาก ทุกความเป็นไปได้ ทุกตอนจบ คาดว่าจะต้องใช้เวลาดูอีกสักพักใหญ่

สุดท้ายแล้ว เราก็หวังว่า Netflix จะมีหนังแนว Interactive มาให้เล่นอีก มันเป็นอะไรที่บันเทิงดีจริงๆ

ป.ล. แอบไปเจอลายแทงลับใน reddit ผ่านพันทิปมา เลยขอเอาลิ้งก์มาแปะว่าทางเลือกไหนเจออะไรบ้าง เตือนก่อนว่ามันคือสปอยล์ แต่ถ้าใครอยากเห็นชัดๆ ก็กดที่รูปข้างล่างเลย

.

.

.

.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: