รีวิว Black Mirror Season 7 (2025): กลับมาอีกครั้งแบบไซไฟ 100% ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน

กลับมาอีกครั้งกับซีรีส์ไซไฟลุ้นระทึกสัญชาติอังกฤษอย่าง Black Mirror ที่กลับมารอบนี้ จัดเต็มพล็อตล้ำ ๆ อิงเทคโนโลยี ไม่มีแล้วผีสางแบบซีซั่นก่อน รอบนี้กลิ่นอายความเป็น Black Mirror ต้นฉบับหวนคืนกลับมา พล็อตนำประเด็นอย่าง Subscription Model, AI, Parallel Universe ฯลฯ มาต่อยอดแบบสุดโต่งอย่างสนุกสนาน

เอนทรี่เลยจะมาสรุปคร่าว ๆ ว่า แต่ละตอนเป็นยังไงบ้าง พร้อมสปอยตอนจบสั้น ๆ ค่า

ตอนที่ 1: Common People

เรื่องราวของคู่สามีภรรยาที่ชีวิตผาสุกดี แต่วันหนึ่งภรรยาก็ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ทางเลือกเดียวที่สามีเลือกได้คือใช้บริการของ Rivermind สตาร์ตอัปน้องใหม่ที่รักษาอาการป่วยผ่านการส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จากเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ แต่ต้องแลกกับค่าบริการแบบ Subscription รายเดือน ที่ถ้าไม่ทนกับบริการที่แย่ลง ๆ ก็ต้องกัดฟันจ่ายเงินอัปเกรดระดับบริการของตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ตอนเปิดตัว เป็นอะไรที่ใจร้ายได้สมกับเป็น Black Mirror มาก แกนของตอนนี้คือบริการ Subscription ที่ไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิงอีกต่อไป แต่เล่นกับความเป็นความตายของคน ถ้าไม่จ่ายก็ต้องตาย คนที่คอยดูแลก็ต้องหามรุ่งหามค่ำหาเงินมา Subscribe อย่างต่อเนื่อง ดูเผิน ๆ ก็คล้ายกับการหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องเหมือนกัน ไหนจะความเขี้ยวของบริษัทที่เปิดตัวระดับบริการใหม่ออกมาเรื่อย ๆ ทำให้ระดับบริการเดิมนั้นคุณภาพตกลง เช่น คุยกันอยู่ดี ๆ คนป่วยพูดโฆษณาแทรกระหว่างบทสนทนางี้ หรือ คนป่วยไม่สามารถเดินทางได้ทั่วถึงเพราะต้องเดินทางแค่ในพื้นที่ที่มีเสาสัญญาณ (คล้าย ๆ สัญญาณมือถือ) ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นการบีบอ้อม ๆ ให้จ่ายเพิ่มเพื่อบริการที่ดีขึ้น

พอเริ่มใช้บริการ ช่วงแรก ๆ ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาก็ยังปกติอยู่ แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็พบว่า ปัจจัยหลาย ๆ อย่างเริ่มกระทบความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ เช่น การที่ภรรยาต้องนอนมากขึ้นเพื่อชาร์จพลัง หรือ การที่สามีต้องทำงานสายตัวแทบขาด ลามไปทำไลฟ์บ้าระห่ำเพื่อหาเงินเพิ่ม จนถึงจุดนึง ความตึงเครียดก็ไปถึงขีดสุด พอดูจบแล้วดิ่ง ซึม เคว้ง เป็นรสชาติแบบที่ชวนให้คิดว่า อาา Black Mirror กลับมาแล้วสินะ

ตอนที่ 2: Bête Noire

เรื่องของ มาเรีย นักวิจัยในบริษัทขนม ที่ได้พบปะกับ เวริตี้ เพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยมัธยมอีกครั้งในที่ทำงาน โดยมาเรียนั้นก็ไม่ค่อยถูกชะตากับเวริตี้นัก เพราะเวริตี้เป็นเด็กเนิร์ดท่าทางประหลาด ไม่มีใครยุ่งด้วย ไม่นานนัก มาเรียก็เริ่มเผชิญสถานการณ์แปลก ๆ ความเป็นจริงรอบตัวเธอเริ่มบิดเบี้ยวไม่เหมือนที่เคยรับรู้ ทำให้สงสัยว่า เป็นที่ตัวมาเรียเอง หรือ มีพลังงานลึกลับบางอย่างเล่นงานเธออยู่

เป็นตอนที่ระหว่างดู รู้สึกว่ากลิ่นอายเทคโนโลยีไม่ค่อยออกเท่าไร มันมีความเหมือนพล็อตแนว Drama บูลลี่กันมากกว่า แต่เพราะมาเรียเจอเรื่องแปลก ๆ เราเลยลุ้นว่าตอนจบมันต้องเฉลยไปในมุมเทคโนโลยีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เป็นอะไรที่ว้าวพอสมควร แต่ก็ดูเว่อร์มาก ๆ เช่นกัน 555

จะว่าตอนนี้ไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาขยี้ก็ถูก เหมือนเป็นส่วนเสริมมากกว่า หลัก ๆ เหมือนมันเน้นเรื่องประเด็นการถูกกลั่นแกล้ง ที่ว่าฝ่ายรังแกพอเวลาผ่านไปก็ลืม มองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สำหรับผู้ถูกรังแก มันกลายเป็นแผลใหญ่ของชีวิต กระทบมาถึงการใช้ชีวิตในปัจจุบันด้วย

ตอนที่ 3: Hotel Reverie

เล่าเรื่องของบริษัทที่ตั้งใจจะ Revamp ภาพยนตร์เก่าเรื่อง Hotel Reverie กลับมาอีกครั้งด้วยเทคโนโลยี AI ที่สร้างองค์ประกอบของหนังออกมาหมดรวมถึงตัวละคร พิเศษคือสามารถให้นักแสดงจริงเข้าไปมีบทบาทร่วมกับ AI ได้ด้วยเหมือนกัน

แบรนดี้ นักแสดงสาวผิวสี ได้มารับบทเป็นพระเอกของเรื่อง ร่วมกับนางเอกซึ่งเป็น AI อ้างอิงมาจากนักแสดงในอดีตจริง ๆ อย่าง โดโรธี โดยการถ่ายหนังจะเป็นการให้แบรนดี้เข้าไปในโลกเสมือนจริงของหนัง และเข้าไปเล่นบทบาทสด ๆ ในนั้นเลย ทว่าระหว่างทางก็มีอุปสรรคทำให้ไม่ลื่นไหล และแบรนดี้จะไม่สามารถตื่นขึ้นมาสู่โลกแห่งความจริงได้ หากไม่ถ่ายหนังจนจบ

เป็นตอนที่มีความโรแมนติกสูง บรรยากาศดรีมมี่ ๆ สไตล์หนังโบราณ เคมีของนางเอกทั้งสองเข้ากันดี สถานการณ์ในหนังก็มีความต้องลุ้น เพราะนอกบทกันเยอะมาก ต้องด้นสด ไหนจะการที่โดโรธีเริ่มรำลึกถึงตัวตนจริง ๆ ได้อีก เส้นเรื่องของตอนนี้ค่อนไปทางบันเทิงสนุก ๆ แต่ก็เล่นกับใจเหมือนกัน โดยเฉพาะตอนจบ มีความหวานอมขมกลืน

ตอนที่ 4: Plaything

เป็นเรื่องของ คาเมรอน ผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมที่ถูกจับกุมตัวได้ ซึ่งระหว่างการสอบสวน เขาก็พูดถึงเกมที่ชื่อว่า Thronglets (จักรวาลเดียวกันกับ Bandersnatch ซึ่งเป็นเกมหนึ่งในอีกตอนของ Black Mirror) เป็นเกมที่คล้าย ๆ เลี้ยงทามาก็อตจิ แต่สัตว์เลี้ยงนี้จะสามารถโคลนนิ่งตัวเองและเพิ่มจำนวนได้ จนถึงจุดนึงมันก็สามารถสื่อสารกับมนุษย์ และบอกความต้องการถึงการเชื่อมต่อควบคุมมนุษย์ทั้งปวง

สำหรับตอนนี้จะมีความกาว ๆ ไม่ได้มีการเสียดสีหรือขยี้ประเด็นอะไรมาก แค่แสดงให้เห็นถึงความ extreme ที่อาจเกิดขึ้นได้หากสิ่งมีชีวิตดิจิทัลสามารถยึดครองมนุษย์ได้จริง ๆ ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ยังไม่ได้เห็น impact อะไรขนาดนั้นเพราะหนังตัดจบแบบห้วน ๆ ซะก่อน

ตอนที่ 5: Eulogy

เล่าเรื่องของ ฟิลลิป ชายชราที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว มีอยู่วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อจากบริษัท Eulogy เป็นบริษัทที่รวบรวมความทรงจำของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายออกมาเป็น Memorial ซึ่งผู้ตายก็คือ แครอล แฟนเก่าของฟิลลิปสมัยยังเป็นวัยรุ่น ฟิลลิปใช้เทคโนโลยีของ Eulogy ค่อย ๆ เดินทางย้อนเวลาผ่านภาพถ่ายเพียงไม่กี่ใบ (แถมหลาย ๆ ใบยังเสียหาย) เพื่อระลึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวดกับแครอลอีกครั้ง

เป็นอีกตอนที่หน่วงและซึม ยิ่งเรารู้ว่าแครอลตายไปแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้แล้ว มันก็ยิ่งรู้สึกเศร้าแทนฟิลลิป แถมในเรื่องยังมีจุดที่ทำให้ฟิลลิปต้องช็อกเพราะมารู้ทีหลังว่าตัวเองทำพลาดไป กว่าจะรู้ความจริง ก็ปัจจุบันซึ่งผ่านมาหลายปีแล้ว ความน่าเศร้าก็คือ ไม่ว่าจะรู้สึกยังไง ก็ไม่สามารถดึงแครอลกลับมาได้แล้ว

ตัวเทคโนโลยีของ Eulogy ก็เทพดีตรงที่สามารถเจาะทะลุภาพถ่ายไปได้ ให้เราเหมือนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาของภาพถ่ายอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นความทรงจำ

ตอนที่ 6: USS Callister: Into Infinity

เรื่องราวต่อจากตอนก่อนของ USS Callister เมื่อลูกเรือของ USS Callister สามารถหนีจากเซิร์ฟเวอร์ของ โรเบิร์ต ดาลี่ ผู้สร้างเกมได้ แต่ก็ต้องมาติดอยู่ในเซิร์ฟเวอร์สาธารณะของเกม Infinity แทน ทำให้ต้องคอยปะทะกับผู้เล่นอื่น ๆ กลายเป็นเป้าโจมตีไม่มีวันจบ และด้วยความที่พวกเขาเป็นตัวโคลนนิ่งแบบดิจิทัล ไม่ใช่ผู้เล่นจริง ๆ ทำให้ถูกมองเป็นเสมือน Bug ที่ทางบริษัทต้นทาง บริหารโดย เจมส์ วอลตัน คิดอยากกำจัด

รอบนี้ตอนนี้ก็จัดมาเต็ม ๆ 1 ชั่วโมง 30 นาที พอ ๆ กับภาพยนตร์เรื่องนึงเลย เรื่องราวยังคงสนุกเข้มข้น มีอะไรให้ลุ้นระหว่างทางเยอะ มีการเล่าเรื่องทั้งฝั่งในเกมและฝั่งนอกเกมคู่ขนานไปด้วยกัน ได้พบเห็นซีนเจ๋ง ๆ ที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ตอนจบเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ แต่ก็ชวนให้อมยิ้มดี

สรุป

Black Mirror ซีซั่นนี้ ถือว่าทำได้ดีน่าประทับใจ แต่ละตอนมีจุดเด่นและมีรสชาติต่างกันไปแบบรู้สึกได้ชัด ถือเป็นการกลับมาที่สมศักดิ์ศรี รสชาติโดยรวมของซีซั่นนี้ รู้สึกว่าไม่หนักหน่วงเท่าบางซีซั่น มีตอนที่สามารถดูเพลิน ๆ สบาย ๆ ได้แบบไม่ดิ่ง แต่ก็ยังมีตอนที่ดูจบแล้วขมปี๋อยู่เหมือนกัน เป็นการบาลานซ์ที่โอเคนะสำหรับเรา

ต่อจากนี้จะแปะสปอยตอนจบของแต่ละตอนไว้แบบสั้น ๆ จะพาดขาวไว้ สามารถพาดดำเพื่ออ่านได้ค่ะ

V

V

V

เริ่ม

สปอย

ตอนที่ 1: Common People

ด้วยการที่ถูกกดดันให้จ่ายค่า Subscription ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แถมตอนท้าย ๆ ทั้งภรรยาและสามียังถูกไล่ออกจากงาน ขาดรายได้ ก็ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจว่าเหนื่อยแล้วพอเถอะ สามีอุดหมอนฆ่าภรรยาเพื่อจบเรื่องราวทั้งหมด

ตอนที่ 2: Bête Noire

เรื่องราวเปิดเผยว่า ความเป็นจริงที่บิดเบือนของมาเรีย เกิดจากเครื่องมือที่เวริตี้พัฒนาขึ้นมา เพื่อปรับเปลี่ยนความเป็นจริงตรงหน้า ไปสู่ alternate universe อื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ ตามแต่ใจของเธอเอง เวริตี้เข้าหามาเรียก็เพื่อแก้แค้นนั่นแหละ เพราะมาเรียก็มีส่วนทำให้ข่าวลือของเวริตี้แพร่กระจายตอนสมัยอยู่มัธยม

สุดท้ายมาเรียฆ่าเวริตี้และสามารถแย่งชิงเครื่องมือมาได้ เธอเปลี่ยนไปอยู่ alternate universe ที่ตัวเองกลายเป็นจักรพรรดินีของโลก (เบียวมาก)

ตอนที่ 3: Hotel Reverie

นางเอกทั้งสองมีช่วงที่ติดอยู่ในหนังหลายวันเพราะระบบพัง จนทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน แต่สุดท้ายพอระบบกลับมาเป็นปกติ ทั้งคู่ก็ต้องกลับไปเล่นหนังตามพล็อตเดิมก่อนหน้า ความทรงจำและความรับรู้ที่โดโรธีเคยมีก็ถูกลบเพราะเธอเป็นแค่ AI แต่ฝั่งแบรนดี้ยังจำได้ดี เธอผูกพันกับอีกฝ่ายไปแล้ว ระหว่างทางการแสดงก็ดำเนินไปอย่างทุลักทุเล นอกบท แต่สุดท้ายก็หาทางลงได้แม้จะไม่ตรงกับบทต้นฉบับก็เถอะ

แบรนดี้ฟื้นขึ้นมาและยังอาลัยอาวรณ์โดโรธีอยู่ ภาพยนตร์ออกฉายได้ตามที่บริษัทคาดหวัง แบรนดี้กลับมาใช้เครื่องมือที่บริษัทเคยเตรียมให้สำหรับเตรียมตัวถ่ายหนัง เป็นโทรศัพท์ที่สามารถคุยติดต่อกับโดโรธีในระบบดิจิทัลได้ เพื่อพูดคุยแก้คิดถึงอีกครั้ง

ตอนที่ 4: Plaything

คาเมรอนบอกว่า Thronglets ทิ้งข้อความไว้ให้ แต่ต้องวาดออกมา เมื่อได้ปากกากับกระดาษแล้ว เขาก็วาดออกมาเป็นรูปร่างลักษณะคล้าย ๆ QR Code ซึ่งแน่นอนว่าผู้สอบสวนก็ยังคงไม่เข้าใจ แต่เมื่อให้กล้องของภาครัฐสแกนแล้ว ก็กลายเป็นว่า Thronglets สามารถเข้ายึดครองระบบของมนุษย์ได้ทั้งหมด

ตอนที่ 5: Eulogy

ฟิลลิปมารู้ทีหลังว่า ในวันที่เขากับแครอลทะเลาะกัน แครอลได้เขียนข้อความถึงเขาไว้บนกระดาษโน้ต ซึ่งเป็นข้อความที่บอกว่า เธอพลาดท้องกับเพื่อนในวงและอยากเก็บลูกเอาไว้ ถ้าฟิลลิปโอเคก็ให้มาเจอเธอตามวันเวลาที่กำหนด แน่นอนว่าฟิลลิปไม่ได้ไปเพราะไม่เห็นกระดาษโน้ตนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบลง ฟิลลิปเพิ่งค้นหากระดาษโน้ตเจอก็ต้องเจ็บใจกับสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถกลับไปแก้ได้แล้ว สุดท้ายฟิลลิปก็วางความโกรธเคืองต่อแครอลลงทั้งหมดและไปงานศพเธอ

ตอนที่ 6: USS Callister: Into Infinity

เจมส์ วอลตัน โดนจับข้อหาใช้เทคโนโลยีผิดกฎหมายในการสร้างเกม (การทำดิจิทัลโคลนนิ่งมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่แค่ โรเบิร์ต ดาลี่ ที่ใช้โคลนนิ่งเพื่อนร่วมงาน แต่วอลตันก็เคยใช้โคลนดาลี่เข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของเกมเป็นเวอร์ชันดิจิทัล เพื่อให้สามารถพัฒนาเกมได้ต่อเนื่องแบบทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องพัก) ด้าน นาเน็ตต์ โคล ที่ไปพบเจอดาลี่เวอร์ชั่นดิจิทัล ได้ทางออกใหม่คือ สามารถพาตัวเองกลับไปสู่โลกแห่งความจริง ขณะเดียวกันก็เซฟเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ได้ด้วย

พอศูนย์กลางของเกม Infinity ถูกทำลายจากการปะทะกันของ USS Callister และผู้เล่นคนอื่น ๆ เกมก็ถูกทำลาย แต่นาเน็ตต์กดใช้ตัวเลือกได้ทันเวลา ทำให้ตัวเธอกลับไปอยู่ในร่างของนาเน็ตต์ตัวจริงที่นอนเป็นผักอยู่จากอุบัติเหตุ เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ เพื่อน ๆ ทีม USS Callister ได้เข้ามาอยู่ในตัวเธอด้วย โดยจะเห็นในสิ่งที่เธอเห็น สามารถสื่อสารหากันและกันได้

จบ

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑