รีวิว Cafe Funiculi Funicula (2018): ตราบใดที่กาแฟยังอุ่น คุณก็ดื่มด่ำอดีตได้

ช่วงนี้รู้สึกเหมือนได้ดูหนังแนวย้อนเวลาหลายเรื่องมาก Cafe Funiculi Funicula ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นำคอนเซ็ปต์การท่องเวลาเล่าออกมาได้น่าสนใจ และอิ่มเอมฟีลกู๊ดไปกับเรื่องราวเรียบง่ายแต่จับใจ

Cafe Funiculi Funicula ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อ Before The Coffee Gets Cold หรือภาษาไทยคือ “เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น” ซึ่งเราก็ยังไม่เคยอ่านนะ หนังเล่าเรื่องของร้านคาเฟ่ที่ซึ่งมีเก้าอี้ตัวนึงสามารถพาเราย้อนไปยังอดีตได้ นางเอกของเรื่อง “คะสุ” (Kasumi Arimura) เป็นบาริสต้าผู้คอยชงกาแฟรินให้แขก โดยผู้ที่อยากจะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ ต้องทำตามและยอมรับกฏหลายข้อ เช่น การไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ในปัจจุบันได้, การต้องรีบกลับมายังปัจจุบันก่อนที่กาแฟจะเย็นชืด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นวิญญาณสิงสู่เก้าอี้นี้ไปตลอดจนกว่าจะมีใครมาแทน

เรื่องราวในหนังปักหลักอยู่ที่คาเฟ่ ซึ่งมีแขกเจ้าประจำมาเยือนเรื่อย ๆ และหลายคนก็ได้มีเรื่องราวให้ต้องใช้บริการเก้าอี้ตัวนี้เพื่อย้อนกลับไปยังอดีต ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวที่เพื่อนชายกำลังจะไปต่างประเทศ สามีที่ภรรยาเป็นอัลไซเมอร์ สาววัยกลางคนที่มีปัญหากับทางบ้าน และตัวคะสุเองที่มีปมเรื่องครอบครัวเหมือนกัน

หนังมีความยาวประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งก็ 2 ชั่วโมงที่ดูเพลิน ๆ สบาย ๆ ดูแล้วรู้สึกอินไปกับเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ นอกจากนั้นหนังยังหยอดจุดพีคที่คาดไม่ถึงมาเรื่อย ๆ เมื่อเฉลยเรื่องราวบางอย่าง ทำให้ว้าวได้เหมือนกัน

ตัวละคร “คะสุ” เป็นหญิงสาวเรียบร้อย พูดน้อย วัน ๆ ใช้ชีวิตอยู่แต่ที่คาเฟ่ ซึ่งต่อมาเราก็ได้รู้ว่าเธอมีปมลึก ๆ ในใจเรื่องครอบครัว ทำให้เธอไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าและเลือกทางที่ชอบได้ เหมือนเธอยังจมปลักอยู่กับอดีต แม้กระทั่งตอนที่เธอเจอ “ชินทานิ” (Kentaro Ito) ชายหนุ่มที่มาชอบเธอ และเธอก็แอบชอบเขาเหมือนกัน เธอก็เหมือนยังไม่หลุดพ้นจากอดีตนัก จนกระทั่งเธอได้มีโอกาสกลับไปเผชิญอดีตอีกครั้ง เมื่อนั้นแหละเธอถึงได้เป็นอิสระ

หลาย ๆ ตัวละครนั้น แม้จะรู้ว่ากลับไปก็แก้อดีตอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอกลับไปเผชิญหน้าและทำอะไรสักอย่างที่ต่างออกไปอีกครั้ง หลายคนเปิดเผยความในใจบางอย่างทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร เมื่อได้รู้เช่นนั้นแล้ว แม้ปัจจุบันจะไม่เปลี่ยน แต่จิตใจของผู้เดินทางล้วนเปลี่ยนแปลง พวกเขารู้สิ่งที่ติดอยู่ในใจอีกฝ่าย ทีนี้พวกเขาก็สามารถกล้าที่จะตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไปได้

ก็เหมือนกับความจริงที่ว่า อดีตนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจุบัน

การย้อนอดีตในช่วงแรก ๆ ของหนังจึงเปรียบเสมือนการฉาย scenario ให้ดูว่าถ้าเราทำแบบนี้ ๆ รีแอ็กชั่นอีกฝ่ายจะเป็นยังไง ไม่ได้ effect กับช่วงชีวิตที่ย้อนกลับไป

แต่ในช่วงหลังของหนัง เหมือนการย้อนอดีตจะอัปเลเวลขึ้น และเผยว่าการท่องเวลานั้น มันก็ effect กับชีวิตช่วงที่เราย้อนไปด้วย

ตรงนี้ก็เป็นจุดที่น่าถกเถียงต่อ เพราะนั่นหมายความว่า function ของการย้อนเวลามันไม่เหมือนกันละ ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าในหนังสือจะมีอธิบายรายละเอียดไหม หรือเราอาจจะเข้าใจพลาดตรงไหนไป

อีกจุดที่ทำให้น้ำตาซึมกันได้เลยคือประเด็นเรื่องคุณค่าของเวลา ในกรณีของลูกค้าบางคนนั้น ตอนยังมีเวลาก็ไม่ได้ appreciate กันเท่าไร แต่พอสูญเสียกันไป ถึงนึกเสียใจขึ้นมา ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่เอามาเล่นเมื่อไรก็ซึ้งได้ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ดี เป็นความเศร้าซึ้งแต่ก็ไม่ได้ทุกข์ระทม เป็นฟีลแบบ ยิ้มทั้งน้ำตา เศร้าแต่ก็จะเดินหน้าต่อไป ซึ่งเราว่ามันก็เป็นอะไรที่ uplifting ให้กำลังใจดี

โดยรวมแล้ว Cafe Funiculi Funicula เป็นหนังฟีลกู๊ดอบอุ่น เรียบง่ายแต่มีข้อคิดแฝงไว้อย่างแนบเนียน ดูแล้วทำให้เราเห็นค่าของเวลามากขึ้น และเห็นค่าของปัจจุบัน อยากทำอะไรให้รีบทำ อยากบอกรักใครให้รีบบอก

เพราะปัจจุบันนั้น เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นอดีตที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้แล้ว…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: