รีวิว Up in The Air (2009): อิสระที่มาพร้อมกับความโดดเดี่ยว

รู้สึกเหมือนไม่ได้เขียนบล็อกหนังมาได้สักพัก แต่พอดู Up in The Air จบก็รู้สึกฮึกเหิมอยากเขียนขึ้นมาทันที เพราะเรื่องนี้มีประเด็นหลายๆ อย่างที่โดนใจเรามาก

มีสปอยล์

06.jpg

Up in The Air เป็นเรื่องราวของไรอัน (George Clooney) หนุ่มใหญ่ที่ยังโสด ขึ้นเครื่องบินเดินทางไปทำงานเป็นว่าเล่น เรียกได้ว่าใช้ชีวิตบนอากาศมากกว่าพื้นดินซะอีก หน้าที่ของเขาคือการไล่คนจากบริษัทต่างๆ ออก เปรียบเสมือนตัวกลางระหว่างบริษัทกับลูกจ้าง สำหรับบริษัทไหนที่ไม่กล้าไล่ลูกจ้างออกเองก็จะมาใช้บริการบริษัทที่ไรอันสังกัด และในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้ บริษัทก็ต้องลดพนักงาน ไรอันกับบริษัทของเขาจึงเดินทางทั่วสหรัฐฯ เพื่อไล่คนออกเป็นว่าเล่น

ในค่ำคืนหนึ่ง เขาได้เจอกับ อเล็กซ์ (Vera Farmiga) สาวใหญ่ที่เดินทางเพราะงานเหมือนกัน พวกเขาคุยกันถูกคอ และลงเอยด้วย One Night Stand ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปรียบเสมือนคนที่ผ่านมาเจอกัน ถูกใจกัน จึงนัดเจอกันครั้งต่อๆ ไปหากบินไปในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน จะบอกว่าพวกเขาเปรียบเสมือนที่พึ่งกันและกันระหว่างการเดินทางทำงานก็ว่าได้

กลับมาที่บริษัทของไรอัน อยู่มาวันหนึ่งก็มีพนักงานสาวคนใหม่ นามว่า นาตาลี (Anna Kendrick) เข้ามาร่วมทีม นาตาลีได้เสนอตัวเลือกว่าแทนที่จะให้พนักงานบินไปไล่คนออก ทำไมไม่ทำผ่านวิดีโอคอลล์ จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย หัวหน้าของไรอันก็เริ่มสนใจ แต่ไรอันต่อต้านสุดๆ เพราะเขาไม่เชื่อว่าการเจรจาแบบไม่เจอหน้าจะเป็นเรื่องดี เขาไม่เชื่อว่านาตาลีเข้าใจงานประเภทนี้ หัวหน้าจึงบอกให้ไรอันช่วยฝึกนาตาลีหน่อย ไรอันจึงพานาตาลีสังเกตการณ์การทำงานของเขาในทริปครั้งต่อๆ ไป

นี่เป็นหนังแนวดราม่า-คอมเมดี้ที่ดูได้อย่างสนุกเพลิดเพลิน

จังหวะของหนังไม่เร็วไม่ช้าไป ระหว่างดูก็รู้สึกติดตามและอินไปกับตัวละคร แค่เห็นชื่อรัฐต่างๆ ที่ไรอันต้องบินไปก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว เพราะเดินทางบ่อยเหลือเกิ๊น บทสนทนาของตัวละครก็มีลูกเล่นแพรวพราว มีการตบมุกกันแบบเนียนๆ เหมือนบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ตั้งใจทำมาให้ตลก แต่มันตลกในตัวของมันเอง พระเอกอย่างไรอันก็มีพัฒนาการด้านจิตใจ ซึ่งเราจะได้เห็นความรู้สึกและมุมมองของเขาเปลี่ยนไปทีละนิดๆ

ความอิสระที่ซ่อนความเหงา

02.jpg

ตอนแรกที่เรารู้จักไรอัน เราจะเห็นได้ว่าเขาเป็นคนที่รักอิสระ ไม่ยึดติด ทำแต่งานอย่างเดียว เหมือนกับคำปราศรัยของเขาที่เอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องที่ว่า ชีวิตคุณเปรียบเสมือนเป้ใบหนึ่ง หากคุณนำสิ่งของต่างๆ ในชีวิตมาใส่ เป้ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งหากคุณนำความสัมพันธ์ใดๆ เข้าไปใส่ มันก็ยิ่งถ่วงคุณขึ้นไปอีก ฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตโปร่งโล่งสบาย ง่ายต่อการเคลื่อนไหวคือการไม่ผูกมัด ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ไรอันจึงไม่คิดจะแต่งงาน เพราะมองว่ามันเป็นภาระ อย่าว่าแต่เรื่องแต่งงานเลย แค่คนในครอบครัวไรอันยังไม่ค่อยได้ไปพบหน้าเลย วันๆ เขาอยู่แต่กับงานอย่างเดียว

จริงๆ มุมมองการใช้ชีวิตของไรอันก็สะท้อนออกมาจากบทสนทนาที่เขาพูดคุยกับนาตาลี เรื่องการเก็บแต้มไมลส์ ไรอันมองว่าการเก็บแต้มนั้นเปรียบเสมือนการอัปเลเวลให้ตัวเองเรื่อยๆ เขาภูมิใจที่ตัวเลขมันเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายของเขาคือสิบล้านไมลส์ เลเวลที่เขาจะได้อัปสถานะสมาชิกและได้เจอกับกัปตันขับเครื่องบิน ก็คงพอจะบอกได้ว่าไรอันให้ความสำคัญกับการทำงาน และเงินก็คงเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้วัดความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงกันข้าม นาตาลีมองว่าหากเธอได้ไมลส์เยอะขนาดนั้น เธอคงไปที่สนามบิน ยืนดูป้ายไฟลท์บิน แล้วเลือกบินไปที่ไหนสักที่ นาตาลีเลือกที่จะแลกไมลส์เหล่านั้นเป็นประสบการณ์ในชีวิตจริงมากกว่า

แต่เมื่อไรอันได้พบกับอเล็กซ์ ดูเหมือนจิตใจที่แข็งกร้าวของเขาจะค่อยๆ อ่อนยวบลง ช่วงแรกๆ เขาก็ยังหลงใหลเธอ เป็นความสัมพันธ์แบบโรแมนติกทั่วไปที่อยากเจอหน้า พูดคุย ใกล้ชิด แต่ไม่ได้อยากผูกมัด ทว่าพอนานๆ เข้า เขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเหงา เมื่อน้องสาวก็แต่งงาน เมื่อได้รวมญาติกับครอบครัว เมื่อได้ใกล้ชิดกับอเล็กซ์เรื่อยๆ พอกลับมาที่คอนโดอันเงียบเหงาไรอันก็รู้สึกแล้วว่าชีวิตเขาช่างเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน ไรอันรู้แล้วว่าเขาอยากมีความสัมพันธ์จริงๆ จังๆ ถึงขั้นว่าไม่สามารถพูดคำปราศรัยได้จนจบ เขารีบถ่อไปหาอเล็กซ์ เพียงเพื่อจะพบว่าอเล็กซ์มีครอบครัวอยู่แล้ว และเห็นไรอันเป็นเพียงที่พักพิงจากความจริงก็เท่านั้น

โอ้โห เจ็บมาก… ปรมาจารย์ด้านความอิสระเสรีเจอการโดนเทแบบนี้ซะเอง เราแอบรู้สึกว่าไรอันน่าจะเข็ดกับความสัมพันธ์เชิงรักๆ ใคร่ๆ ไปอีกนาน คงแบนการแต่งงานไปแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่าเมื่อคนที่เรารู้สึกว่า “ใช่” ไม่ได้มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ใครๆ ก็จุกกันทั้งนั้น ความจี๊ดคือบทแบบนี้ปกติจะสลับเพศกัน ฝ่ายชายมักเป็นฝ่ายมีครอบครัว แต่เบื่อหน่ายชีวิตปกติจึงออกมาหาเศษหาเลยกับหญิงอื่น แต่เรื่องนี้คนที่โดนกลับเป็นผู้ชายรุ่นใหญ่ซะเอง

สุดท้ายแล้ว ไรอันก็ตัดสินใจที่จะร่อนเดี่ยว โดยฉากสุดท้ายคือฉากที่ไรอันไปสนามบิน ยืนดูป้ายไฟลท์บินเหมือนที่นาตาลีบอกว่าอยากทำ แล้วเขาก็ตัดสินใจทิ้งกระเป๋าแล้วขึ้นเครื่องบินไป เราไม่รู้ว่าไปที่ไหน แต่รู้สึกได้ว่าเส้นทางข้างหน้าของเขาก็ยังโดดเดี่ยวเหมือนเดิมแม้ว่าเขาจะบรรลุเป้าหมายที่เขาวางไว้แล้วก็ตาม

เมสเสจนี้สะท้อนให้เห็นความจริงหลายอย่างอยู่นะ หลายๆ คนมุ่งมั่นตั้งใจทำงานหาเงิน แต่กลับหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคนรอบกาย สุดท้ายแล้วแม้จะประสบความสำเร็จแต่ก็ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีความสุขแบบเต็มที่ ก็เหมือนที่ประโยคหนึ่งของไรอันที่บอกไว้ตอนท้ายๆ ว่า “ช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุด ที่จำได้ดีสุด มีช่วงไหนไหมที่เราอยู่ตัวคนเดียว?”

การเดินทางที่ขาดสีสัน ก็ยังดีกว่าการไม่ได้เดินทาง?

03.jpg

ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นไรอันบินไปนู่นไปนี่ ไปรัฐนู้นรัฐนี้ แต่เราแทบไม่เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละที่เลย… สิ่งที่เจอมีเพียงตึกรามบ้านช่องที่น่าเบื่อ ออฟฟิศบริษัทต่างๆ ที่ไรอันต้องไปเยี่ยม และห้องเล็กๆ ในโรงแรมเท่านั้น จึงจะบอกว่าชีวิตการทำงานของไรอันนั้นน่าอิจฉาที่ได้ไปเที่ยวแต่ละที่ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะเราแทบไม่เห็นเขาไปเที่ยวเลย ก็แน่ละนะ เขาไปทำงานนี่นา

แต่อย่างน้อย ไรอันก็โชคดีกว่าจูลี่ (Melanie Lynskey) และจิม (Danny McBride) ที่อย่างน้อยเขาก็ได้ไปเยือนในที่ต่างๆ แม้ว่าจะเป็นแค่เพราะงาน เพราะจูลี่และจิม น้องสาวและน้องเขยของเขา ไม่มีเงินมากพอที่จะไปฮันนีมูนได้ จึงต้องรบกวนไรอันและเพื่อนๆ ให้ช่วยนำรูปภาพของพวกเขาไปถ่ายคู่กับทิวทัศน์เมืองต่างๆ ให้แทนหน่อย ฟังดูเป็นไอเดียที่ขบขัน แต่พอนึกถึงความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

แต่ถึงอย่างนั้น หากดูในแง่ของความสุของค์รวมแล้ว เรากลับรู้สึกว่าจูลี่และจิมมีความสุขมากกว่าไรอันเยอะ นั่นอาจเพราะพวกเขามีกันและกัน แม้ว่าจะขัดสนเรื่องเงิน แต่พวกเขาก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างกัน พวกเขาดูมีความสุขกับการเที่ยวปลอมๆ มากกว่าที่ไรอันมีความสุขกับการได้เดินทางจริงเสียอีก

การมาเยือนของเทคโนโลยี

ในเรื่องเราจะได้เห็นการเริ่มประยุกต์ใช้วิดีโอคอลล์แทนการไปพบปะหน้า ซึ่งเอาจริงๆ กว่าจะได้ติดตั้งก็ท้ายเรื่องแล้ว หนึ่งในผู้ที่ไม่เห็นด้วยตอนต้นๆ ก็คือไรอัน โดยเขาอ้างว่าการเจรจานั้นทำได้ไม่ดีหากไม่เจอกันซึ่งๆ หน้า อันที่จริงไรอันก็แค่ไม่อยากอยู่กับที่เฉยๆ เขาอยากเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความโดดเดี่ยวของตัวเองต่างหาก ไรอันนั้นอาจจะเปรียบเสมือนคนรุ่นก่อนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เพราะมันกำลังจะทำให้วิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ซึ่งสุดท้ายแล้วการจะอยู่รอดในสังคมการทำงาน ก็คือต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับมันนั่นเอง ในขณะที่นาตาลีนั้นก็เป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ที่มองว่าอะไรที่ใช้เทคโนโลยีช่วยประหยัดงบได้ก็ควรทำ โดยที่ตัวเธอเองก็ยังไม่เข้าใจศิลปะของงานชนิดนี้อย่างถ่องแท้เสียทีเดียว

คุณก็แค่คนคนหนึ่งที่ไม่มีคุณค่าต่อเราแล้ว…?

01.jpeg

ความกระอักกระอ่วนจุดหนึ่งของหนังคือการที่เราได้เห็นปฏิกิริยาของคนมากมายที่ถูกไล่ออก บ้างก็เสียใจ บ้างก็โวยวาย บ้างก็รับฟังอย่างเข้าใจ (ส่วนน้อย) แต่โดยรวมแล้วการไล่ออกก็คือข่าวร้ายของทุกคนในยามเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ งานของไรอันตอนแรกฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย เพราะต้องใช้ทักษะการเจรจาระดับสูง ต้องแสดงความเข้าอกเข้าใจ ขณะเดียวกันก็ต้องเด็ดขาดด้วย

สิ่งหนึ่งที่หนังแสดงให้เห็นซ้ำๆ ก็คือ การที่คนถูกไล่ออกแต่ละคนนั้นดูเหมือนๆ กันหมด ครั้นเมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะโดนนาตาลีไล่ออก ไรอันเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนไหน โดยเขาอ้างว่า ทุกๆ คนก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครโดดเด่นออกมา ฟังดูแล้วก็เจ็บจี๊ดดีเหมือนกัน ในระบบทุนนิยมที่พนักงานเป็นเพียงฟันเฟืองขับเคลื่อนองค์กร เมื่อองค์กรต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อเอาตัวรอด สิ่งแรกที่มันกำจัดก็คือคนที่มันมองว่า “หมดคุณค่า” แล้ว หรือไม่ก็ไม่คุ้มค่าพอที่จะรักษาไว้ต่อไป มันไม่ได้มองว่าใครเป็นใคร แต่มองว่าคนนี้คุ้มที่จะให้อยู่ต่อไหม นี่คือความจริงอันยากที่จะรับได้ เพราะฉะนั้นไรอันจึงต้องปั้นคำพูดสวยหรูเพื่อให้คนเหล่านั้นมองการถูกไล่ออกในมุมกลับออกไป เช่น นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ทำตามความฝันนะ หรือไม่ก็ เรากำลังจะมาคุยกันเรื่องทางเลือกอื่นๆ ของคุณ ก็ว่ากันไป

โดยรวมแล้ว Up in The Air เปรียบเสมือนคนเหงาที่พยายามทำตัวให้ยุ่งตลอดเวลา

ในขณะที่ตัวเอกอย่างไรอันต้องทำงานงกๆ ไปนู่นมานี่ ดูเหมือนจะไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอะไร แต่ความโดดเดี่ยวก็ค่อยๆ ฉายชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และทำให้เราในฐานะคนดูรู้สึกว่า แม้ว่าการโดดเดี่ยวบ้างจะเป็นเรื่องดี แต่การมีความสัมพันธ์ดีๆ กับคนรอบข้างนั้นก็มีค่าเช่นกัน ช่วงเวลาดีๆ มักเกิดขึ้นเมื่อเราได้อยู่ด้วยกันกับคนที่เรารัก ฉะนั้นอย่าผลักไสใครก็ตามในชีวิตออกไปด้วยเหตุผลเพียงเพราะต้องการทำให้เป้ชีวิตของตัวเองเบาลงเลย

เพราะเป้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เป้ที่ว่างเปล่า แต่คือเป้ที่มีของจำเป็นต่อชีวิตเราต่างหาก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: