รีวิว 6 Underground (2019): พวกเขาตายไปแล้ว แต่กลับมาผดุงความยุติธรรม (บู๊ทั้งเรื่อง!)

ตอนแรกสารภาพว่าเห็นข่าวเรื่อง 6 Underground แล้วไม่ได้ว้าวเท่าไร คิดว่าคงไม่ได้เล่นใหญ่ พล็อตไม่ได้มีอะไรมาก แต่พอเห็นกระแสในแง่บวกบ้างก็เลยแวบไปดูหน่อย

6 Underground เล่าถึงทีมปฏิบัติการ 6 คนที่ทำงานกันแบบลับๆ พวกเขาล้วนมีสกิลเก่งกาจและประวัติไม่ธรรมดา เริ่มต้นจาก One (Ryan Reynolds) หัวหน้าแก๊งซึ่งเป็นเศรษฐี แต่ผันตัวมาผดุงความยุติธรรมแทน เขาและคนอื่นๆ จัดฉากการตายของตัวเอง ลบล้างตัวตนออกจากโลกใบนี้ และเกิดใหม่ภายใต้ทีมใหม่ที่เปรียบเสมือนเงา ไม่มีตัวตน ไม่ทิ้งร่องรอย ข้อดีคือมันมอบอิสรภาพให้พวกเขาทำภารกิจต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ภารกิจหลักของพวกเขาก็คือการขจัดคนชั่วโดยไม่ง้อรัฐบาล ตำรวจ หรือองค์กรใดๆ

โดยภารกิจในหนังเรื่องนี้ คือการโค่นล้มโรวัค (Lior Raz) ผู้นำเผด็จการของประเทศเทอร์กิสถาน และช่วยเหลือมูรัต (Payman Maadi) น้องชายของผู้นำ ซึ่งสนับสนุนประชาธิปไตยออกมาจากการถูกจับกุมตัว

01.jpg

หนังมีความยาวประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ซึ่งเป็นสองชั่วโมงที่กล้าพูดเลยว่าแอ็กชั่นทั้งเรื่อง สมฐานะ Michael Bay ผู้กำกับจริงๆ นั่นละ ฉากบู๊จัดเต็มแบบเล่นใหญ่มากๆ ชนิดที่ว่าสามารถเป็นหนังโรงได้เลย หนังแทบไม่ให้เราได้หยุดพัก มีฉากแอ็กชั่นใหญ่ๆ เกิดขึ้นในหลายๆ โลเกชั่น ตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็เป็นการขับรถไล่ล่ากันในอิตาลีที่ลุ้นกันยาวนาน ไหนจะฉากมินิแอ็กชั่นตอน flashback เรื่องราวของสมาชิกแต่ละคนอีก เรียกได้ว่าคอหนังแอ็กชั่นน่าจะจุใจกันไปเลย

ฉากแอ็กชั่นนั้นค่อนข้างโหดสัสอยู่ ไม่ใช่การยิงเปรี้ยงๆ หรือต่อยเตะกันแบบแพนกล้องเร็วๆ ไม่ให้เห็นความรุนแรง แต่เรื่องนี้เค้าถ่ายให้เห็นกันแบบจะๆ เลยว่าเลือดสาดแค่ไหน ฟันหลุดไปขนาดไหน หนังหน้าทะลุไปถึงไหน เก็บรายละเอียดได้แบบคมชัด ค่อนข้างรุนแรงพอสมควร บางฉากยังทำสโลว์โมชั่นเน้นให้เห็นกันชัดๆ อีกแน่ะ

อย่างหนึ่งที่มีติดเกี่ยวกับซีนแอ็กชั่นคือการตัดภาพที่ค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้บางทีตามไม่ทันว่าความคืบหน้าของแต่ละตัวละครเป็นยังไง ยิ่งซีนแรกๆ ที่อิตาลี ตัดภาพฟึบฟับเร็วมากจนแอบงงๆ เหมือนกัน แต่โดยรวมแล้วถือว่ายังมันส์อยู่ดี

04.jpg

การดำเนินเรื่องของหนังนั้นช่วงแรกๆ เราว่าแอบงงนิดหน่อย เพราะหนังตัดสลับสถานการณ์ย้อนไปย้อนมา บวกกับตัวเราก็ยังไม่คุ้นชินกับ scenario ของหนังขนาดนั้น อย่างที่บอกว่าหนังจะตัดสลับเหตุการณ์ปัจจุบันและเหตุการณ์ในอดีตของสมาชิกแต่ละคนก่อนจะมาฟอร์มทีม ช่วงแรกๆ อาจจะงง แต่พอหนังไล่ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจับทางถูก ตามทันแล้ว

เห็นว่าเป็นหนังบู๊เลือดสาด แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสซะทีเดียว กลับกัน หนังยิงมุกตลกตลอดทั้งเรื่องแม้ในสถานการณ์กดดัน คงได้อิทธิพลมาจากพี่ไรอัน Deadpool พอสมควร หนังปล่อยมุกตลกหน้าตายได้ฮาดี มีจิกกัดนู่นนี่นั่นไปเรื่อย เพิ่มสีสันให้บทสนทนาและฉากบู๊ได้ ชอบๆ

02.jpg

ทางฝั่งตัวละคร แม้ว่า Ryan Reynolds จะชื่อใหญ่สุด แต่บท One ของเขาก็ไม่ได้เด่นเหนือใคร เรารู้สึกว่าสมาชิกทั้ง 6 คนได้รับการเกลี่ยบทแบบพอเหมาะพอดี และแต่ละคนก็มีสกิล+บุคลิกที่แตกต่างกันออกไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นกว่าเราจะจำรหัสตัวเลขของทุกคนได้ก็ปาไปเกือบครึ่งเรื่องเหมือนกัน ก็เข้าใจอยู่ว่าหนังคงไม่สามารถลงลึกทุกตัวละครได้ท่ามกลางภารกิจบู๊ที่ทยอยเข้ามาไม่หยุดหย่อน

หนังเล่าเรื่องราวปูมหลังของแต่ละคนได้ค่อนข้างชัด ยกเว้นคนเดียวคือ One นี่ละ ที่รู้สึกว่ามันยังคลุมเครือ ยังงงๆ อยู่ว่าอะไรกันแน่ที่จุดประกายให้เขามาเอาดีด้านฮีโร่เงามืด อดีตเขาเป็นยังไงกันแน่ เหตุใดถึงมีเครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคมากมายราวกับเป็นโทนี่ สตาร์ก ขณะเดียวกันก็มีสกิลการต่อสู้บุกตะลุยไม่แพ้คนอื่นๆ หนังเปิดทางให้มีภาคต่ออยู่เหมือนกัน ถ้าเฉลยในภาคต่อ ก็ไม่ติดอะไร แต่ถ้าจบในภาคนี้ก็แอบค้างอยู่

หนังว่าด้วยเรื่องของการยกพวกไปถล่มผู้นำเผด็จการ ซึ่งเอาเข้าจริงพล็อตก็ไม่ได้แปลกใหม่มากมาย แต่มันก็ยังดูเพลินอยู่ดี เราเลยมองเรื่องพล็อตผ่านๆ ไป แต่ถึงอย่างนั้นก็แอบรู้สึกขัดๆ กับตัวร้ายที่เป็นผู้นำเหมือนกัน คือยังดูไม่สุดอะ รู้ว่าร้ายแต่ร้ายแบบผิวเผินไปหน่อย เหมาะจะทำเป็นตัวละครล้อเลียนมากกว่า (เอ๊ะ หรือเค้าล้อเลียนอยู่วะ) เอาเป็นว่า ตัวร้ายยังดูไม่เฉียบ ไม่ฉลาดเท่าที่ควร และลึกๆ แล้วเราก็ยังไม่เชื่อเท่าไรว่าหมอนี่คือตัวร้าย

หนังมีการแตะประเด็นเรื่องการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ตัวตน ชอบตอนที่ทุกคนถกกันว่าตายแล้ว (ในทีนี้คือ ตัวตนหายไปจากโลก) มันดียังไง มันดีตรงที่ไม่ต้องรับผิดชอบนู่นนี่นั่นบ้างละ ไม่ต้องจ่ายภาษี ไม่ต้องแต่งงาน ฯลฯ แล้ว One ก็ตอบว่ามันดีตรงที่มีอิสรภาพนี่แหละ จะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครสืบสาวเอาเรื่องได้ การที่แต่ละคนมีโค้ดลับเรียกแทนชื่อของตัวเอง นอกจากเพื่อความปลอดภัย นี่ก็เป็นอีกนัยหนึ่งที่กำลังจะบอกว่าพวกเขาได้ละทิ้งตัวตน (ชื่อเดิม) ออกไปแล้ว เพื่อแลกกับการทำภารกิจได้คล่องแคล่วขึ้น

08.jpg

จะเห็นว่ามีหลายๆ ซีน ที่ One มองภารกิจมาก่อนเพื่อนร่วมทีม เขาเห็นความสำคัญของเป้าหมายเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนสมาชิกในทีมจะติดอุปสรรคอะไรนั้นก็ช่างหัวมัน ซึ่งตรงนี้มันทำให้เห็นความสัมพันธ์ว่าตอนแรกๆ ทีมนี้แทบไม่มีเยื่อใยต่อกันเท่าไร คืออยู่ด้วยกันเพราะภารกิจเท่านั้น (หรืออย่างน้อยนี่ก็คือสิ่งที่ One ต้องการ) แต่เมื่อหนังหยอดเหตุการณ์บางอย่างเข้ามา ก็ทำให้สมาชิกในทีมตระหนักว่าเฮ้ย ไม่ได้ดิ ทีมต้องมาก่อน เพราะการจะทำอะไรโดยที่มีเพียงตัวคนเดียวนั้นย่อมมีโอกาสสำเร็จน้อยกว่าทำเป็นทีมแน่ๆ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาไม่มีตัวตนแบบนี้แล้วด้วย ยิ่งต้องเกาะกลุ่มกันไว้ ตรงนี้ก็เป็นซีนซึ้งๆ ที่หยอดเข้ามาเบรกความเดือด

โดยรวมแล้ว 6 Undeground ทำได้ดีกว่าที่เราคิดมากๆ เนื้อเรื่องบันเทิงดูได้สนุกๆ ฉากแอ็กชั่นก็จัดเต็มในเมืองต่างๆ รอบโลก แค่ดูฉากแอ็กชั่นก็คุ้มละอะ อลังการงานสร้างมากด้วยทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญ คิดว่าถ้าได้ดูในโรงนี่คงกระหึ่มน่าดู

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: