รีวิว Only Yesterday (1991): เธอในวัย 27 ปีที่มองย้อนกลับไปสมัยอยู่ ป.5

เราคิดว่าทุกคนต้องมีช่วงเวลาวัยเด็กบางช่วงที่จำได้ไม่ลืม ไม่ว่าจะเป็นแบบร้ายหรือแบบดี

โดยเฉพาะช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยที่เริ่มโตเป็นวัยรุ่น ช่วงนั้นเรารู้สึกว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่จำได้ไม่ลืม

ในกรณีของเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่เด็กๆ วัยเราเริ่มจะไม่ดูการ์ตูนกันแล้ว เริ่มหันไปฟังเพลงและดูซีรีส์แทน ตัวเราในสมัยนั้นที่ยังดูการ์ตูนอยู่ก็ถูกมองว่าเป็นเด็กไม่โต สุดท้ายทนสังคมกดดันไม่ไหวก็ฟังเพลงตามเพื่อนก็ได้วะ

หรือจะเป็นตอนที่ต้องเรียนว่ายน้ำ เราเป็นคนนึงที่โคตรไม่ชอบว่ายน้ำเลย และไม่ชอบการเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องรวมด้วย แม้จะรวมกับเพศเดียวกันก็เหอะ เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นๆ ทำกันได้ ไม่รู้สึกว่ามันตะขิดตะขวงเหรอ เรารู้สึกว่าการเปลี่ยนเสื้อผ้านี่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากเลยนะเว้ย ยิ่งโตๆ กันแล้วด้วย

อีกเรื่องที่หนีไม่พ้นคือเรื่องการกลั่นแกล้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวัยนี้สะกิดนิดสะกิดหน่อยก็แทบจะพาพวกมาบอยคอตกันแล้ว แค่เห็นไม่ตรงกัน ขัดใจกันไปนิด หรือแม้กระทั่งชอบนักร้องคนเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หมายหัวไว้เลยว่าไอ้คนนี้ไม่ได้อยู่เป็นสุขในรั้วโรงเรียนแน่ ใครอย่าไปเป็นเพื่อนกับมันนะ ไม่งั้นจะโดนแบนไปด้วยอีกคน

ย้อนกลับไปคิดแล้วมันก็รู้สึกรื่นเริงแปลกๆ ดีเหมือนกัน อะไรที่เคยเป็นเรื่องชวนหัวหมุนในตอนนั้น พอดูจากมุมมองตอนนี้แล้วรู้สึกว่ามันช่างน่าขบขัน แล้วก็ยังแอบยินดีเล็กๆ ที่เคยเจอเรื่องราวพวกนี้

เกริ่นมาซะยาว จริงๆ ก็ต้องการปูโรงให้กับการรีวิว Only Yesterday หนังอนิเมชั่นของ Studio Ghibli ที่กำกับโดย Isao Takahata โดยหนังเรื่องนี้มีเค้าโครงมาจากการ์ตูนในชื่อเดียวกันที่ตีพิมพ์ในปี 1982 และแม้ว่าหนังจะมีอายุมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ความคลาสสิกของมันก็ยังเป็นอะไรที่ทำให้ผู้ชมยุคนี้อิ่มเอมไปกับมันได้ ด้วยพล็อตเรื่องที่มีความสมจริง เชื่อมโยงกับชีวิตจริงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงทั่วไป ไม่ได้แฟนตาซีหรือเด็กจ๋าๆ เหมือนอนิเมชั่นตามขนมธรรมเนียม ดังนั้น Only Yesterday จึงสามารถจับกลุ่มผู้ชมผู้ใหญ่ได้ด้วย

Only Yesterday เล่าเรื่องราวของ ทาเอโกะ โอคาจิมะ หญิงสาวโสดวัย 27 ปี (แต่รูปลักษณ์เหมือนสัก 40 ปี ดูแก่เกินวัยมาก) เธอเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาทั่วไปซึ่งอยู่โตเกียวมาทั้งชีวิต วันหนึ่งเธอตัดสินใจออกเดินทางไปยังเมืองชนบทยามากาตะ ที่ซึ่งครอบครัวของพี่เขยเธออาศัยอยู่ เพื่อที่จะไปช่วยเก็บเกี่ยวดอกคำฝอยสำหรับใช้ทำเครื่องสำอาง (และเพื่อหนีออกจากเมืองอันวุ่นวายด้วย) ในระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟภาคค่ำ ทาเอโกะก็เริ่มหวนรำลึกถึงอดีตสมัยอยู่ ป.5 (ปี 1966) และความใฝ่ฝันที่อยากจะไปเที่ยวชนบทเหมือนเพื่อนๆ เวลาปิดเทอมบ้าง

08

เมื่อทาเอโกะเดินทางถึงสถานีรถไฟที่เมืองยามากาตะ คนที่มารอรับเธอคือผู้ชายที่เธอเกือบจำไม่ได้อย่างโทชิโอะ ญาติของพี่เขยเธออีกที ในช่วงระหว่างที่ทาเอโกะอาศัยอยู่ในเมืองยามากาตะ ความทรงจำวัยเด็กก็เริ่มย้อนกลับมาให้เธอหวนรำลึกถึง ทั้งดีและไม่ดี เช่น รักครั้งแรก การมีประจำเดือน วิชาเลขที่ซับซ้อน และความสัมพันธ์ของเธอกับเพื่อนๆ เรื่องราววัยเด็กถูกฉายซ้ำวนกลับไปมาสลับกับชีวิตปัจจุบันของเธอ ไปๆ มาๆ ทาเอโกะก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าทุกวันนี้ที่เธอมีชีวิตอยู่นั้น เธอได้ตอบสนองความต้องการของวัยเด็กเธอบ้างรึเปล่า?

05

นี่เป็นหนังที่ไฮไลต์ช่วงเวลาวัยเด็กหลายๆ ช่วงไว้ดี ตัวทาเอโกะนั้นเองก็เป็นเด็กผู้หญิงทั่วไป อาศัยอยู่กับคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ และพี่สาวอีกสองคน เป็นครอบครัวแบบญี่ปุ่นทั่วไปที่ผู้เป็นพ่อค่อนข้างเข้มงวด เวลาร่วมโต๊ะอาหารก็เอาแต่อ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนคุณแม่ก็จะคอยเป็นกังวลเรื่องที่ทาเอโกะทำคะแนนวิชาเลขได้ไม่ดี พี่สาวสองคนของเธอก็โตกว่าเธอหลายปีทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง พี่ๆ ของเธอสนใจคลั่งไคล้วง The Beatles และนักแสดงละครทาคาระซึกะ ส่วนคุณยายนั้นเป็นคนเงียบๆ นานๆ ทีจะพูดออกมา ซึ่งแต่ละครั้งที่คุณยายพูดก็ทำเอาเงียบกริบทั้งครอบครัว เข้าธรรมเนียมพูดน้อยต่อยหนัก โดยรวมแล้วเราแอบรู้สึกว่าครอบครัวของทาเอโกะนั้นแม้จะมีสมาชิกครอบครัวครบแต่ก็ดูไม่ค่อยอบอุ่นนัก เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครที่เธอสามารถหันไปพูดคุยอย่างเปิดใจได้เลย

04

ครอบครัวทาเอโกะนั้นไม่มีญาติต่างจังหวัด ในช่วงปิดเทอมนั้นเธอจึงไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดเหมือนเพื่อนๆ เธอต้องนั่งจับเจ่าอยู่บ้านอย่างเบื่อๆ ไป ทาเอโกะนั้นฝันอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในชนบทตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ขนาดที่ว่าตอนที่เธอได้รับบทเป็นเด็กชนบท ได้พูดแค่ประโยคเดียว เธอก็อินกับมันมากและฝันอยากจะพูดประโยคนั้นขณะอยู่ชนบทบ้างจริงๆ สักครั้ง เมื่อทาเอโกะโตเป็นผู้หญิงและได้มาที่เมืองยามากาตะ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เติมเต็มความต้องการของเธอได้ระดับหนึ่ง

ช่วงเวลาวัยเด็กช่วงอื่นๆ นั้นก็น่าสนใจ อย่างเช่น ช่วงรักป๊อปปี้เลิฟที่ทาเอโกะกับเพื่อนร่วมชั้นเด็กผู้ชายที่เป็นนักเบสบอลมือฉมัง ตรงนี้หนังเล่าความรู้สึกราวกับโบยบินของทาเอโกะได้ดีเลย เราชอบตอนที่เด็กผู้ชายมาถามทาเอโกะว่าชอบอากาศแบบไหน ระหว่างเมฆครึ้มกับแดดออก เพียงแค่ทาเอโกะตอบว่าเมฆครึ้ม เด็กผู้ชายก็บอกว่าเหมือนกันเลย แล้วดีใจสุดกู่ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่การที่คนสองคนที่ชอบกันนั้นพูดคุยโต้ตอบกัน แม้เพียงนิดเดียวก็ทำให้ใจฟูฟ่องได้

01

09

เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในวัยเด็กสู่วัยรุ่นก็เป็นช่วงสำคัญอีกช่วง ซึ่งเด็กผู้หญิงต้องเจอกับประจำเดือนที่เป็นเรื่องใหม่มากๆ ในวัยนั้น ในขณะที่เด็กผู้หญิงต้องปรับตัว เด็กผู้ชายก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจและเริ่มที่จะกลั่นแกล้งเด็กผู้หญิง (มุกคลาสสิกสุดคือไล่เปิดกระโปรง) ทำให้เด็กผู้หญิงรู้สึกอับอาย แต่บางคนก็มีความเป็นผู้ใหญ่พอที่จะยอมรับว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้เรานับถือมากๆ

03

นิสัยการเรียกร้องความสนใจเพราะน้อยอกน้อยใจของทาเอโกะก็ถูกเล่าเอาไว้เช่นกัน มีครั้งหนึ่งที่เธอและครอบครัวต้องออกไปทานข้าวข้างนอก แต่ติดตรงที่ทาเอโกะไม่มีกระเป๋าถือไป ครั้นพอพี่สาวของเธอเอามาให้แบบเหวี่ยงๆ เธอก็น้อยใจ และตัดพ้อว่างั้นไม่ไปด้วยแล้ว ซึ่งครอบครัวของเธอก็เหมือนอยากจะสั่งสอน จึงทิ้งเธอไว้ที่บ้านจริงๆ พอทาเอโกะเห็นว่าครอบครัวเอาจริง เธอก็รีบวิ่งบึ่งไปที่ประตูและขอไปด้วย ตรงนี้สะท้อนใจเรามากๆ เพราะตอนเด็กเราก็เคยมีโมเม้นต์เรียกร้องความสนใจแบบนี้ เราว่าเด็กหลายคนเคยเป็นกันทั้งนั้น และเราชอบวิธีการสั่งสอนด้วยการทำเป็นไม่สนใจนะ มันทำให้เด็กรู้สึกว่าใช้วิธีแบบนี้มันไม่ถูก อยากทำอะไรก็ทำไปตรงๆ ไม่ต้องเรียกร้องทางอ้อมด้วยการประชด

06

นอกจากนี้ก็ยังมีปมของการไม่เก่งเลข อันนี้โดนใจเราอีกแล้วเพราะเราก็ไม่ชอบเรียนเลข เคยเจอโจทย์ยากๆ ที่ทำไม่ได้แล้วโกรธตัวเองเหมือนกัน อีกส่วนที่ชอบคือเรื่องการแกล้งกันของเด็กๆ ที่มักจะทำตัวไม่สมเหตุสมผล อย่างทาเอโกะที่โดนเด็กผู้ชายซึ่งนั่งข้างๆ กันแกล้งทำสถุลใส่ หนังเองก็ไม่ได้สรุป 100% ว่าเด็กคนนั้นทำแบบนี้ทำไม แต่ให้เดาก็คือเด็กผู้ชายคนนั้นแค่ต้องการแสดงความเหนือกว่า หรือไม่ก็ อาจจะแอบชอบทาเอโกะนั่นเองถึงแกล้ง

ทุกๆ เหตุการณ์วัยเด็กหล่อหลอมให้ทาเอโกะเป็นตัวเธอในปัจจุบัน เธอเปรียบวัยเด็กเป็นเหมือนวัยดักแด้ก่อนจะกลายเป็นผีเสื้อ แต่พอเธอได้กลายเป็นผีเสื้อ (เป็นผู้ใหญ่) แล้ว เธอกลับรู้สึกว่าเธอบินไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่มีจุดหมาย ใช้ชีวิตไปตามกระแส เราก็ต้องมาติดตามกันว่า การมาเยือนต่างจังหวัดครั้งนี้ของทาเอโกะ จะช่วยให้เธอสามารถตอบเป้าหมายของชีวิตเธอได้หรือไม่ ท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยงาม เขียวขจีสุดลูกหูลูกตานั้น ทาเอโกะจะสามารถทำตามความต้องการเบื้องลึกของเธอได้รึเปล่า

11

10

นี่เป็นหนังที่ค่อนข้างเรียบเรื่อย เล่าเรื่องแบบเนิบๆ ไม่ได้มีจุดพีคหรือจุดที่ชวนให้ลุ้นเท่าไร บางช่วงบางตอนก็อาจทำให้เบื่อได้ ถ้าถามว่าช่วงไหนที่ดูแล้วรู้สึกน่าเบื่อน้อย ก็น่าจะเป็นช่วงที่ย้อนวัยเด็กนั่นแหละ ที่เราดูแล้วรู้สึกว่ามันมีความสนุกและความวุ่นวายแบบเด็กๆ อยู่ แต่พอหนังมาเล่าเรื่องช่วงที่เป็นผู้ใหญ่ เราก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีอะไรน่าติดตามเท่าไร แม้กระทั่งเรื่องความรักของทาเอโกะ ก็ไม่ได้ชวนน่าติดตามขนาดนั้น แถมยังรู้สึกว่ารวบรัดเกินไปอีกด้วย

07

Only Yesterday จึงเป็นหนังเรียบง่ายที่สะท้อนวัยเด็กได้เป็นอย่างดี ชวนให้รู้สึกว่าวัยเด็กของเรานั้น “เหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน” อย่างชื่อหนังจริงๆ นั่นแหละ มันทำให้เรากลับมามองตัวเองว่าตัวเราในปัจจุบันนั้นได้ทำตามความฝันที่เคยหวังไว้ในวัยเด็กบ้างรึยัง ตัวเราในตอนนี้มีความสุขมากกว่าหรือน้อยกว่าในวัยเด็ก และเราพร้อมรึยังที่จะเดินตามความฝันวัยเด็กของตัวเอง?

02

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: