รีวิว You are The Apple of My Eye (2011): ย้อนวัยไปกับรักวัยเรียนของเด็กกากและเด็กเนิร์ด

ความรักในวัยเรียนเป็นเรื่องราวที่เราว่าทุกคนน่าจะอินไปกับมันได้ง่ายๆ อยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่เคยมีรักในวัยเรียนก็เถอะ แต่ภาพบรรยากาศสมัยเด็กๆ นั้นยังไงก็สามารถพาเราย้อนกลับไปยังอดีตได้

นี่คือช่วงเวลาหลักของ You are The Apple of My Eye หนังโรแมนติกคอมเมดี้สัญชาติไต้หวัน ที่ตอนแรกเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย เพราะดูจากพล็อตแล้วก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่พอดูจบแล้วกลับรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูกแม้ว่าตอนจบจะไม่ได้แฮปปี้เอ็นดิ้งอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันก็แฮปปี้เอ็นดิ้งในแบบฉบับของหนังเอง

You are The Apple of My Eye เล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นตั้งแต่มัธยมปลายของโกฉิงเถิง เด็กหนุ่มเกเรที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ กับ เฉินเซียยี่ เด็กสาวหัวกะทิของห้องผู้เป็นถึงหัวหน้าห้องและนักเรียนทุน ดูยังไงๆ ทั้งคู่ก็ไม่น่าจะมาสนิทชิดเชื้อกันได้ ในเมื่อลักษณะการใช้ชีวิตต่างกันขนาดนี้ แต่ความจริงคือโกฉิงเถิง (รวมถึงเพื่อนๆ ของเขา) แอบชอบเฉินเซียยี่อยู่

วันหนึ่งก็มีเหตุให้โกฉิงเถิงถูกอาจารย์สั่งให้ไปนั่งข้างหน้าเฉินเซียยี่ อาจารย์ได้ไหว้วานเฉินเซียยี่ช่วยคุมโกฉิงเถิงไม่ให้นอกลู่นอกทาง เท่านั้นแหละ ทั้งคู่ก็มีเรื่องให้ต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น ช่วงแรกๆ ก็ยังกัดๆ กันอยู่เพราะความคิดไม่ตรงกัน โกฉิงเถิงไม่อยากเรียน แต่เฉินเซียยี่ก็บังคับขู่เข็ญให้เขาติวหนังสืออย่างหนักจนได้ โกฉิงเถิงอยากทำให้เฉินเซียยี่ประทับใจ (ปนอยากเอาชนะ) ก็เลยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ตั้งใจเรียนจนคะแนนขึ้นผิดหูผิดตา เมื่อได้ร่วมด้วยช่วยเหลือกันบ่อยๆ เข้า ทั้งคู่ก็เริ่มใกล้ชิดมากขึ้น เริ่มหวั่นไหวมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพูดตรงๆ ความสัมพันธ์เลยคลุมเครือกระทั่งเข้ามหา’ลัยที่ทั้งคู่และเพื่อนๆ ต้องแยกย้ายกัน โกฉิงเถิงและเฉินเซียยี่ก็ยังพูดคุยติดต่อกันอยู่ เริ่มนัดเจอคบหากัน แต่เรื่องราวกลับไม่ได้จบง่ายๆ อย่างราบรื่นเพราะขึ้นชื่อว่าวัยรุ่นหัวร้อน ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะมากระทบความรักของพวกเขาอยู่

01
โกฉิงเติงแพ้พนันเฉินเซียยี่เลยต้องตัดผม

หนังเรื่องนี้มีต้นตอมาจากหนังสือวรรณกรรมกึ่งชีวประวัติของ Giddens Ko ซึ่งเขาก็ลงมากำกับหนังเองเลย เป็นหนังที่เล่าย้อนถึงประสบการณ์ของเขาเอง ซึ่งตัวหนังได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังไทยอย่างแฟนฉันด้วย ถึงว่าละ ระหว่างที่ดู เราถึงรู้สึกว่ามันมีกลิ่นอายของความเป็นหนังไทย ความเป็นหนัง GDH ทั้งการดำเนินเรื่อง ความกุ๊กกิ๊ก มุกตลก ความกวนตีน สถานที่บรรยากาศ และความกินใจ พอมารู้ว่าผู้กำกับได้แรงบันดาลใจมาจากแฟนฉันก็ถึงกับอ๋อ เพราะมีฉากที่โคตรจะแฟนฉันอยู่ ถ้าไปดูก็จะรู้ว่าฉากไหน

แม้ว่าพล็อตเรื่องจะไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ แต่หนังกลับจับใจคนดูได้ด้วยความเป็นธรรมชาติ ความค่อยเป็นค่อยไปที่ไม่ได้ดูฝืนหรือจงใจ เหตุการณ์ในหนังเป็นอะไรที่คนทั่วไปสามารถเจอได้ พระนางเริ่มค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ทีละนิดอย่างไม่รีบร้อน ทำให้เราลุ้นเอาใจช่วยตัวละครไปด้วย โดยเฉพาะพระเอกที่เป็นฝ่ายไปชอบนางเอกก่อน แล้วตัวเองก็เข้าข่ายคนกาก จะเอาชนะใจนางเอกผู้แสนเพอร์เฟ็กต์ด้วยวิธีไหน นอกจากพระนางแล้วอีกสีสันคือเพื่อนๆ ของพระนางนี่ละ ที่พอทุกคนมาอยู่ร่วมกันแล้วชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศสมัย ม.ปลายมากๆ

03
แก๊งเพื่อนของโกฉิงเถิง

หนังค่อนข้างให้ความสำคัญกับมิติของความสัมพันธ์ อย่างคู่ของพระนางที่เราจะเห็นได้ว่าช่วงแรกๆ ตอนโกฉิงเถิงจีบเฉินเซียยี่ ทั้งคู่ดูมีชีวิตชีวา ดูมีความสุขสดใส แต่แล้วพอเริ่มคบกันจริงๆ ได้เห็นตัวตนอีกมุมหนึ่ง ก็เจอว่าเป็นมุมที่ไม่สามารถเข้ากันได้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในที่สุด ซึ่งจุดนี้เราว่าเป็นอะไรที่คอมม่อนมากๆ กับความสัมพันธ์ เพราะทุกๆ ความสัมพันธ์นั้นเมื่อเราใกล้กันมากขึ้นระดับหนึ่ง เราก็จะได้รู้อะไรที่ลึกขึ้นเกี่ยวกับอีกฝ่าย อาจจะเป็นด้านที่เราไม่ชอบ ซึ่งตรงนี้แหละน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดทดสอบว่าเราจะยอมละทิ้งทิฐิบางส่วนเพื่อเจรจาหาข้อตกลงหรือผ่อนปรนกันไปได้ไหม หรือเราจะยึดตัวเองเป็นหลักแล้วไม่สนใจว่ามันจะกระทบความสัมพันธ์ยังไง

04
ก่อนจะเริ่มความสัมพันธ์จริงๆ อะไรๆ ก็ดูสวยงามไปหมด

ก็เหมือนประโยคที่เฉินเซียยี่บอกกับโกฉิงเถิง ว่า “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของความสัมพันธ์ เกิดขึ้นก่อนที่ความสัมพันธ์นั้นจะเริ่ม ครั้นเมื่อคนสองคนได้ใกล้ชิดกันแล้ว เวทมนตร์นั้นก็จะมลายหายไป” พอคนสองคนได้เห็นตัวตนอีกฝ่ายชัดขึ้น ด้านดีๆ ที่เราเคยเชิดชู หรือความลึกลับที่เราเคยหลงใหล ก็จะเหลือไม่มากเท่าแต่ก่อนแล้ว เมื่อพระนางบาดหมางกัน ก็เริ่มห่างเหินกัน ต่างคนต่างไปมีความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับคนอื่น แต่ทั้งคู่รู้กันอยู่ว่าพวกเขาไม่สามารถลืมความรักวัยเรียนไปได้ มันจะเป็นความทรงจำที่ตราตรึงอยู่ในใจและความรู้สึกเสมอ

02
ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปตามมหา’ลัยที่ตนเลือก

ประสบการณ์ที่ผ่านมาของโกฉิงเถิงและเฉินเซียยี่น่าจะเป็นตัวช่วยสอนให้พวกเขารู้จักความรัก ได้รู้ว่าความรักนั้นไม่ใช่แค่ใช้ใจอย่างเดียวเหมือนที่วัยรุ่นทั้งหลายใช้กัน โกฉิงเถิงและเฉินเซียยี่อาจจะไปกันได้ดีหากโกฉิงเถิงไม่ทำตัว “เด็ก” และเฉินเซียยี่ไม่คิดว่าความเป็นเด็กบางอย่างของอีกฝ่ายมันงี่เง่า แต่สุดท้ายความจริงก็คือว่าเราไม่สามารถบังคับให้ตัวเองเข้ากับใครได้หากทัศนคติของเรามันไม่ตรงกันจริงๆ ถึงอย่างนั้น ความรักก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ไม่ใช่ว่าเข้ากันไม่ได้แล้วจะมีความรักให้อีกฝ่ายไม่ได้ ความรักนั้นเป็นเพียงความรู้สึกดีๆ ที่ส่งต่อกัน บางทีถ้าเรา “โต” พอ เราอาจจะเข้าใจว่าความรักนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบโต้ก็ได้

เหมือนกับบทสนทนาของโกฉิงเถิงและเฉินเซียยี่ ที่ว่าด้วยการเรียนหนังสือ ความรักก็อาจจะคล้ายๆ กัน

“การแก้โจทย์เลขยากๆ ได้ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตในภายภาคหน้าเลย เธอไม่เชื่อฉันเหรอ”

“จริงๆ ฉันเชื่อนายนะ”

“แล้วทำไมเธอถึงยังพยายามหนักขนาดนี้ล่ะ”

“นายไม่จำเป็นต้องหวังผลตอบแทนกับทุกๆ เรื่องที่นายทำนี่นา”

การคาดหวังผลตอบแทนถือเป็นเชื้อเพลิงในการทำหลายสิ่งหลายอย่าง แต่บางทีการไม่คาดหวังอะไรเลยก็อาจเป็นการปลดเปลื้องพันธนาการของตัวเองให้เป็นอิสระ อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้ง่ายขึ้น และอาจช่วยให้เราทำเต็มที่กับสิ่งนั้นๆ มากขึ้นก็เป็นได้

You are The Apple of My Eye จึงเป็นอีกหนัง Coming of Age ที่ Feel Good อีกเรื่องหนึ่งสำหรับใครที่อยากย้อนวัย ยิ่งถ้าใครเคยมีความรักสมัยเรียนยิ่งต้องอินแน่นอน หนังดำเนินเรื่องได้สนุกตลอดช่วงเวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มีความตลกปนน่ารักเจือแทรกมาเรื่อยๆ และไม่ได้ดราม่าหนักหน่วงมากมาย แนะนำสำหรับใครที่อยากหาหนังสบายๆ ดูกัน 🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: