รีวิว The Substance (2024): ไขว่คว้าความสวย พานจะซวยไม่รู้ตัว

The Substance เป็นหนังที่เราบังเอิญเห็นรีวิวใน X แล้วคิดว่าน่าสนใจดี ด้วยพล็อตแนว Thriller ว่าด้วยเรื่องของ Beauty Standard พอมีเวลาเลยแวบเข้าโรงไปชมสักหน่อย

ปรากฏว่า นี่เป็นอีกหนัง Thriller ที่มอบประสบการณ์การดูหนังที่เพลิดเพลินมาก หนังไปสุดทุกทาง ไม่รู้สึกเสียดายเวลากว่า 2 ชั่วโมง 20 นาทีที่ดูไปเลย

เรื่องย่อ

The Substance เปิดเรื่องมาด้วยการแนะนำให้เรารู้จัก อลิซาเบ็ธ สปาร์กเคิล (Demi Moore) ดาราสาวฮอลลีวู้ดที่เคยโด่งดัง บัดนี้กาลเวลาผ่านไปผู้คนก็เริ่มลืมเลือนเธอ อลิซาเบ็ธในวัย 50 ตอนนี้บทบาทเหลือเพียงผู้ดำเนินรายการเต้นแอโรบิกบนทีวีฯ เท่านั้นเอง ซึ่งต่อมาเธอก็ถูกไล่ออกด้วยเหตุผลที่ว่าเธอแก่เกินไปแล้ว ทางรายการต้องการผู้หญิงที่เด็กกว่านี้มาดำเนินรายการแทน

ชีวิตยังน่าเจ็บใจไม่พอ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอลิซาเบ็ธยังประสบอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้เธอได้เจอกับหมอที่ยื่นสารเคมีแปลกประหลาดให้ เมื่อดูข้อมูลก็พบว่ามันเป็นสารที่พอฉีดเข้าไป ร่างกายจะโคลนนิ่งอีกร่างหนึ่งขึ้นมาเป็นร่างที่สวยกว่า สาวกว่า ดูดีกว่าในทุก ๆ ด้าน เจ้าของร่างสามารถสลับใช้ร่างไปมาได้ โดยมีข้อแม้ว่าต้องทำตามกฏอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ต้องสลับการใช้ร่างทุก ๆ 7 วัน, ต้องให้อาหารร่างที่จำศีลทุกวัน, ต้องคงสภาพร่างก๊อปปี้ด้วยการดูดน้ำไขสันหลังออกจากร่างต้นแบบทุกวันที่ใช้ร่างก๊อปปี้

อลิซาเบ็ธที่เริ่มรู้สึกเคว้งคว้างและหมดคุณค่า จึงฉีดยานี้เข้าไปและงอกร่างออกมาใหม่เป็น “ซู” (Margaret Qualley) หญิงสาวแรกรุ่นที่หุ่นเป๊ะปัง ซูออกไปใช้ชีวิต คว้าโอกาสการเป็นผู้ดำเนินรายการแอโรบิกแทนอลิซาเบ็ธ ใช้ความสาวและสวยให้คุ้มและเต็มที่

ในช่วงแรกนั้น การคอยสลับร่างทุก ๆ 7 วันก็ยังเป็นไปได้ดี แต่นานวันเข้า ความหลงระเริงในร่างที่ยังสาวก็เข้ามากัดกินอลิซาเบ็ธ ทำให้เธออยากเป็นซูมากขึ้น และรังเกียจร่างเดิมของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ นำไปสู่หายนะที่สุดจะคาดเดา

ภาพรวมของหนัง

หนังมีความยาวประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที เห็นแวบแรกอาจจะคิดว่าโหยาวจัง แต่ขอบอกเลยว่าหนังแทบไม่มีจุดไหนให้เบื่อ แค่ 5 นาทีแรกก็เอาอยู่แล้วกับการอธิบายช่วงชีวิตของอลิซาเบ็ธตั้งแต่รุ่งโรจน์ยันร่วงโรย

เส้นเรื่องของหนังดำเนินแบบฉับไวไม่ยืดยาด ทุก ๆ ฉาก ทุก ๆ การกระทำของตัวละคร สะกดให้เราไม่สามารถละสายตาได้เลย รู้สึกเป็นหนึ่งกับหนังมาก ๆ

ข้อนึงที่อาจทำให้หลายคนไม่กล้าดูหนังเรื่องนี้ คือการมีฉากแหวะ ๆ หรือฉากเลือดสาด ซึ่งก็คอนเฟิร์มว่ามีเยอะมากจริง ๆ ถ้าใครไม่ชอบซีนแบบนี้อาจจะทรมานตอนดูสักหน่อย แต่สำหรับเราเราคิดว่าซีนพวกนี้ไม่ได้ถูกยัดเยียดใส่เข้ามาเพื่อเอามันส์อย่างเดียว แต่มันยังจำเป็นต่อการเล่าเรื่องของหนัง ว่าง่าย ๆ คือมีเหตุผลและน้ำหนักมากพอที่จะรองรับแหละ

ในฝั่งของนักแสดง คุณ Demi Moore ในบทอลิซาเบ็ธเอาอยู่มาก และถึงเธอจะอายุกว่า 61 ปีแล้วแต่ก็ยังสวยและฟิตอยู่ ส่วนอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือคุณ Margaret Qualley ในบทของซู ที่เชื่อว่าสามารถสะกดทุกสายตาได้จริง ๆ กับความสวยเจิดจรัสและการระเบิดบทบาทของเธอ มุมกล้องขายความเซ็กซี่ของเธอสุด ๆ

เมื่อคุณค่าที่ถูกยึดโยงคือความสวย

หนังเล่นประเด็น Beauty Standard ได้ถึงพริกถึงขิง แถมยังประชดประชันสังคมที่เชิดชู Beauty Standard อย่างหน้ามืดตามัวอีกด้วย

ในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงถูกลดทอนคุณค่าเหลือเพียงความสวย พอเธอแก่ตัว โอกาสต่าง ๆ ก็เริ่มหดหาย ผู้คนรอบตัวเริ่มไม่สนใจไยดี ตรงนี้ดูแล้วก็รู้สึกสงสารอลิซาเบ็ธมาก ๆ เหมือนกันนะ ครั้งหนึ่งเคยเจิดจรัส แต่วันนี้กลายเป็น nobody ไปแล้ว ก็ไม่แปลกที่เธอจะอยากกลับไปสวยอีกครั้ง

พอได้ร่างซูมา ก็ชัดเจนเลยว่าโลกใจดีกับเธอขึ้นแบบ 300% โอกาสต่าง ๆ ตบเท้าเข้ามา ผู้คนแสดงความสนใจชื่นชอบ อะไร ๆ มันก็ดีไปหมด ชีวิตเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ซึ่งจริง ๆ ถ้าเธอรู้จักพอ และบาลานซ์การใช้ร่างให้ดี การมี 2 ร่างออกจะเอื้อประโยชน์ด้วยซ้ำ สัปดาห์หนึ่งใช้ร่างสาวออกไปทำงานไปสนุกกับชีวิต อีกสัปดาห์นึงกลับมาพักผ่อนในร่างเดิม ทุกอย่างก็จะลงตัว

แต่ถ้างั้นหนังก็คงจบแล้ว 555 เรื่องมันปะทุต่อก็เพราะอลิซาเบ็ธยังโหยหาความสาวความสวยต่อเนื่อง เริ่มหลงใหลเคลิบเคลิ้มกับชีวิตในร่างของซูจนแหกกฏเหล็ก ทำให้ชีวิตของเธอค่อย ๆ พังลงกับตา

มันสะท้อนให้เห็นว่า การหมกมุ่นหรือยึดติดกับความสวยงามมากเกินไป (หรือจริง ๆ กับอะไรก็ตาม) ก็สามารถนำภัยมาสู่ตัวได้ และที่สำคัญ ตัวเราเองจะรู้สึกพังทลายเมื่อความสวยนั้นจากเราไปตามอายุขัย ตอกย้ำว่า ความสวยมันไม่จีรังยั่งยืน คนเราจึงควรสร้างคุณค่าอื่น ๆ ให้ตัวเอง หาสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความสวย และรักตัวเองให้มาก ๆ เพราะมีแค่ตัวเราเท่านั้นแหละที่จะอยู่กับเรา

เมื่อชายกุมอำนาจ หญิงต้องฟาดฟันกันเอง

แม้ว่าในหนังเราจะเห็นการปะทะกันของอลิซาเบ็ธและซู แต่จริง ๆ แล้วศัตรูของพวกเธอคือพวกเธอในอีกเวอร์ชั่นจริง ๆ รึเปล่า

แน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะหนังฉายชัดเลยว่าต้นเหตุความขัดแย้งทั้งปวงมาจากผู้ชายที่กุมอำนาจทางสื่อ มีสิทธิ์ตัดสินคุณค่าของผู้หญิงได้ผ่านสายตาของผู้ชาย ไม่มีโอกาสให้ผู้หญิงได้เฉิดฉายความเป็นตัวเองออกมา

กลายเป็นว่าแทนที่อลิซาเบ็ธกับซูจะร่วมมือสร้างพลังหญิงกัน กลับต้องมาห้ำหั่นกันเองเพราะความอิจฉาซะอย่างนั้น

นี่ขนาดเป็นคนคนเดียวกันนะ ไม่ต้องพูดถึงการแข่งขันกับคนนอกเลย

อีกสิ่งที่กัดจิก male gaze แบบสุด ๆ ของหนังคือมุมกล้องที่โฟกัสเฉพาะร่างกายบางส่วนของซู เช่น หน้าอก ก้น หว่างขา ฯลฯ ซึ่งเป็นมุมมองที่ sexualize จัด ๆ เรารู้สึกได้ถึงความประชดประชันจากมุมกล้องนั้น ในมุมมองเราคิดว่าจุดประสงค์ของมุมกล้องนั้นไม่ใช่เพื่อเร้าอารมณ์ (แม้ว่ามันจะเร้าได้) แต่เป็นการตอกย้ำว่านี่แหละคือ value ที่ผู้ชายสรรเสริญนักหนา มันก็เป็นแค่เปลือกนอกที่เหี่ยวย่นไปตามเวลา แค่นี้แหละ

ซึ่งการที่ผู้ชายที่กุมอำนาจ ยกยอความสาวที่สะพรั่งแค่ไม่นานนั้น ก็เป็นอันตรายกับผู้หญิงที่ self-esteem ต่ำ ต้องการการยอมรับจากผู้อื่น เพราะนั่นหมายความว่า ผู้หญิงคนนั้นจะรู้สึกไม่มีที่ยืนในสังคมเลยถ้าทำตามบรรทัดฐานที่ผู้ชายคาดหวังไม่ได้

ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ผู้หญิงก็ควรที่จะหันมาซัพพอร์ตกันเอง และสังคมก็ควรจะเชิดชูทุก ๆ รูปแบบของหน้าตาและร่างกาย ไม่ว่าใครจะมีลักษณะเป็นแบบไหนก็ตาม ทุกคนดูดีในแบบของตนได้ ไม่ต้องออกมาเป็นพิมพ์เดียวกันก็ได้

โดยรวม

The Substance เป็นภาพยนตร์แนว Thriller ที่สั่นประสาทและสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ระหว่างทางเหมือนนั่งรถไฟเหาะอย่างที่หลายรีวิวว่าไว้จริง ๆ มีอะไรคาดไม่ถึงเยอะ มีจุดพีคที่อยากร้องว้าวให้ ที่สำคัญคือไม่มีจุดไหนน่าเบื่อยืดเยื้อเลย ถ้าใครชอบงานแนวระทึกขวัญ กัดจิกสังคม และทนกับภาพความรุนแรงได้ ก็อยากแนะนำเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ

สปอยสั้น ๆ

พาดขาวไว้ ใครอยากอ่านพาดดำเอานะ

เริ่ม

จบ

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Blog at WordPress.com.

Up ↑